สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 7-13 พ.ค.2560
13 พฤษภาคม 2560 18:21 น.

       คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ
       
       1. พสกนิกรปลื้มปีติ “ในหลวง ร.10” ทรงนำสวดมนต์-เวียนเทียนพระราชพิธีวันวิสาขบูชา เปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง!


       เมื่อวันที่ 10 พ.ค. เวลา 17.29 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา โดยมีพสกนิกรจำนวนมากเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทาง พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
       
       เมื่อเสด็จฯ ถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงจุดธูปเทียนบูชาสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย โอกาสนี้ ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้า ฝ่ายใน คณะองคมนตรี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี คู่สมรส และข้าราชการ เข้ารับพระราชทานต่อเทียนจากพระองค์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ด้วย
       
       จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำสวดสรรเสริญพระรัตนตรัย แล้วเสด็จฯ ประทักษิณพระอุโบสถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้า ฝ่ายใน สามรอบ เสร็จแล้ว เสด็จฯ ขึ้นพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา ถวายอนุโมทนา ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระราชาคณะถวายอดิเรก ออกจากพระอุโบสถ เสด็จพระราชดำเนินกลับ
       
       ทั้งนี้ ระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับ พระองค์ได้เสด็จฯ ออกจากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามทางประตูเกย ไปประทับ ณ ศาลาสหทัยสมาคม จากนั้นเสด็จฯ ออกและผ่านถนนจักรีจรัณย์ไปยังประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวขวา แล้วทรงพระดำเนินไปตามถนนหน้าพระลาน กระทั่งเสด็จฯ ถึงแยกป้อมเผด็จหน้าศาลหลักเมือง จึงเสด็จฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง แล้วเสด็จฯ กลับ ท่ามกลางพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่นตลอดสองข้างทาง พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรที่มาร่วมงานพระราชพิธีวิสาขบูชา บริเวณถนนหน้าพระลาน ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาโดยเสด็จด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล ทรงโน้มพระวรกาย และตรัสขอบคุณพสกนิกรที่มาร่วมพระราชพิธีและเฝ้ารับเสด็จท่ามกลางฝนที่ตกโปรยปรายเล็กน้อย ทำให้พสกนิกรต่างปลาบปลื้มและอิ่มเอมหัวใจเป็นล้นพ้น
       
       2. โจรใต้ปล้นรถ-ฆ่าเจ้าของ ก่อนนำมาทำคาร์บอมบ์ “บิ๊กซี” ปัตตานี บาดเจ็บ 61 ราย รวบผู้ต้องสงสัย 6 ราย!


       เมื่อวันที่ 9 พ.ค. เวลา 14.30 น. ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี สาขาปัตตานี ริมถนนหนองจิก ต.รูสะมิแล ต่อมา พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเก็บวัตถุกู้ระเบิด(อีโอดี) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่ แต่หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที ได้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวและมีไฟลุกไหม้ เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และพนักงานขายภายในห้าง นอกจากนี้สะเก็ดระเบิดยังทำให้รถที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายกว่า 100 คัน
       
       มีรายงานว่า ช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดลูกแรกที่คาดว่าเป็นประทัดยักษ์ คนร้ายได้ขับรถกระบะออกจากบริเวณลานจอดรถกลางแจ้งตรงหน้าห้าง มาจอดบริเวณทางเข้าห้าง จากนั้นคนขับรถได้เดินลงจากรถมาซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเพื่อนหลบหนีไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น ที่จู่ๆ มีรถกระบะจอดทิ้งไว้ จากนั้นไม่นาน รถคันดังกล่าวที่ประกอบระเบิดไว้ ก็ระเบิดขึ้นดังสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 61 ราย โดยมีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย
       
       หลังการตรวจสอบ พบรถกระบะที่คนร้ายดัดแปลงเป็นคาร์บอมบ์ ถูกแรงระเบิดจนกลายเป็นซากเหล็ก พบเป็นรถยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียน บจ 3303 ยะลา ผู้ครอบครองคือ นายนุสน ขจรคำ เป็นคน จ.ยะลา โดยภรรยานายนุสนแจ้งว่า นายนุสนขับรถคันดังกล่าวไปขายผ้าใบใน จ.ปัตตานี ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกัน และยังติดต่อนายนุสนไม่ได้
       
       หลังเกิดเหตุระเบิดดังกล่าว หลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศได้ออกมาประณามผู้ก่อเหตุ ได้แก่ องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(ยูนิเซฟ) ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุระเบิดครั้งนี้ ที่ก่อเหตุในสถานที่ที่มีเด็กและประชาชนอยู่พลุกพล่าน เป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่ควรมีเด็กคนใดต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอันตรายเช่นนี้
       
       ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์ วอทช์ สำนักงานใหญ่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีห้างบิ๊กซีดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงสูงสุดของฝ่ายแบ่งแยกดินแดน เป็นการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่พลเรือน อาจถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รัฐบาลไทยควรนำตัวผู้กระทำผิดทุกคนมาลงโทษ
       
       ขณะที่ทางห้างบิ๊กซีได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น และทางห้างพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้ทบทวนมาตรการดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณห้างบิ๊กซี รวมทั้งขอความร่วมมือทางห้างให้หยุดกิจการถึงวันที่ 1 มิ.ย. เพื่อปรับปรุงส่วนที่ได้รับความเสียหายให้คืนสู่สภาพเดิม และทบทวนระบบการรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
       
       ด้านสำนักจุฬาราชมนตรีได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดดังกล่าว พร้อมประณามการกระทำอันเหี้ยมโหดและไร้มนุษยธรรมของผู้ก่อการในครั้งนี้
       
       ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดดังกล่าว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.อ.เกษม อยู่สุข หัวหน้าสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้แทนพระองค์เดินทางไปมอบดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ รวมทั้งพระราชทานความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลปัตตานี
       
       สำหรับความพยายามสืบหาผู้ก่อเหตุเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีนั้น พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เผยว่า คนร้ายที่ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกลุ่มที่เคยก่อเหตุ คาร์บอมบ์หน้าร้านมิตติ้ง เป็นเหตุให้ฐานปฏิบัติการตะวันของ มว.ฉก.11 บ้านงาแม หมู่ 4 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี ถูกไฟไหม้เสียหายอย่างหนัก รวมถึงสรรพาวุธและปืนของทางราชการพังเสียหาย มีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนบาดเจ็บรวม 12 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2559 โดยจุดเกิดเหตุดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากห้างบิ๊กซี สาขาปัตตานี
       
       ต่อมา วันที่ 11 พ.ค. พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งเป็นอุสตาซได้ 1 คน โดยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนเช็ดคราบเลือดที่อยู่ภายในรถคันที่นำมาก่อเหตุคาร์บอมบ์ และให้การซัดทอดผู้ที่ร่วมขบวนการปล้นรถทั้งหมด 8 คน โดย 1 ในนั้นเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับไปแล้ว 1 ราย ”ทางเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุและภาพจากกล้องวงจรปิด สามารถจับตัวนายก อบต.ในพื้นที่ อ.หนองจิก พร้อมลูกน้องรวม 5 คน ที่เป็นผู้ต้องหาชิงทรัพย์รถกระบะมาทำเป็นคาร์บอมบ์ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้คุมตัวไปสอบสวนแล้ว คาดว่าเจ้าของรถกระบะคันก่อเหตุน่าจะเสียชีวิตแล้ว เนื่องจาก 1 ในผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าเป็นคนที่เช็ดเลือดจากรถกระบะ ซึ่งก่อเหตุในสถานที่แห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ปัตตานี”
       
       ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่พบศพนายนุสน ขจรคำ เจ้าของรถกระบะที่ถูกคนร้ายปล้นไปทำคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซีแล้ว โดยพบศพนอนคว่ำหน้าอยู่ในคูน้ำ ในพื้นที่ ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
       
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ปัตตานี ได้แถลงข่าวความคืบหน้าของคดีอีกครั้ง โดยเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุระเบิดห้างบิ๊กซีไว้ 2 คน คือ นายสุไฮนิง สะมะแอ เป็นกองกำลังอาร์เคเคที่เข้ามาร่วมวางแผน พร้อมประสานการปล้นชิงรถนำไปลอบวางระเบิด ถือเป็นพยานปากสำคัญที่จะเชื่อมโยงกลุ่มคนร้ายที่เกี่ยวข้อง และนายสะมาแอล มามะ อิหม่ามประจำมัสยิด ต.บ้านคลองใหม่ อ.หนองจิก
       
       พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ ยังเผยด้วยว่า นายสุไฮนิงได้ให้การซัดทอดผู้ร่วมก่อเหตุอีก 8 คน ได้แก่ 1.นายอันนุงวา กาซอ หรือแบเลาะ 2.นายรุสลัน ใบหมะ หรือรุสดี 3.นายเมาลานา ล่าเมาะ 4.นายอิสมาแอล มาซู หรือแอ 5.นายบูคอลี หลำโซะ 6.นายอับดุลอาชิ จะปะกิยา 7.นายมะนาเซ ไซดี หรือนาเซ และ 8.นายมูฮำมัด กาซอ หรือเลาะ ทั้งหมดเป็นผู้ร่วมก่อเหตุที่มาร่วมกันวางแผนระเบิดห้างบิ๊กซี และอยู่ระหว่างหลบหนีทั้งหมด
       
       3. พยาบาลขู่รัฐบาล ไม่บรรจุเป็น ขรก.จะลาออกทั่วประเทศนับหมื่นคน 30 ก.ย.นี้ ด้าน สธ.เตรียมประชุมทำความเข้าใจสัปดาห์หน้า!


       จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พ.ค. มีมติไม่อนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพจำนวน 10,992 อัตรา โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นผู้เสนอเรื่องนี้ นำตำแหน่งว่างที่มีอยู่และตำแหน่งที่จะว่างในอนาคตมาบริหารจัดการ เพื่อรองรับการบรรจุพยาบาลวิชาชีพตามความจำเป็นแทน ส่งผลให้เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพไม่พอใจและออกมาคัดค้าน พร้อมประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะพร้อมใจกันลาออกภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากรัฐบาลไม่เปลี่ยนแปลงมติดังกล่าว
       
       ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เรียกประชุมด่วนผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคณะที่ปรึกษา, ปลัดและรองปลัดกระทรวงฯ รวมทั้งผู้แทนสภาการพยาบาล เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว โดย นพ.ปิยะสกล กล่าวกับผู้ร่วมประชุมว่า หลัง ครม.มีมติดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้เขียนโน้ตมาให้ว่า “เราต้องบริหารจัดการให้เต็มที่ก่อน และหากพบว่ายังขาดแคลนจำนวนเท่าใด ทำเรื่องขอไปใหม่ได้ โดยมติ ครม.เปลี่ยนแปลงได้”
       
       นพ.ปิยะสกล กล่าวหลังประชุมด้วยว่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพที่ขอ ครม.เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการจำนวน 10,992 อัตรานั้น เป็นการขอใน 3 ปี และว่า จะเรียนปรึกษานายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อขอตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข, คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.), คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) และหน่วยงานกลางอย่างมหาวิทยาลัยมาร่วมศึกษาเรื่องอัตรากำลังที่เหมาะสม
       
       ขณะที่ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีจำนวน 100,855 คน เป็นข้าราชการ 87,252 คน เป็นพนักงานราชการ 260 คน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 6,538 คน และลูกจ้างชั่วคราว 6,805 คน เมื่อปี 2559 บรรจุไปแล้ว 1,700 ตำแหน่ง และในปี 2560 นี้ มีจำนวนที่คำนวณตำแหน่งว่างแล้ว 2,621 ตำแหน่ง โดยมี 1,200 ตำแหน่ง จะได้บรรจุภายใน 1-2 เดือน ได้กระจายให้เขตตรวจราชการดำเนินการแล้ว และอีก 600 ตำแหน่ง ได้บรรจุภายในเดือน ก.ย.นี้ ขณะที่เดือน ต.ค.จะมีพยาบาลเกษียณอายุราชการอีก 800 ตำแหน่ง ก็จะว่างและสามารถบรรจุเพิ่มได้อีก
       
       ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงเหตุผลที่ไม่เปิดบรรจุพยาบาลวิชาชีพว่าต้องการประหยัดงบประมาณแผ่นดินใช่หรือไม่ว่า ถ้าจะตอบว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวกับการประหยัด มันก็ไม่ใช่ เพราะต้องประหยัด แต่ไม่ใช่เหตุผลใหญ่ มีอีกหลายสาเหตุ เพราะถ้าเอาตามอัตราที่แต่ละกระทรวงเรียกร้องให้บรรจุ ก็ต้องเพิ่มอัตรากำลังอีกเป็นแสนคน ในขณะที่วันนี้ข้าราชการทั่วประเทศ ตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ทำปฏิรูประบบราชการในปี 2544-2545 สามารถตรึงอัตรากำลังไว้ได้ที่ประมาณ 4 แสนคน ถือว่าน่าพอใจ หากจะเอาตามที่แต่ละกระทรวงให้เพิ่มคน ก็จะเพิ่มไปอีกประมาณ 1 แสนคน
       
       ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สัปดาห์หน้า กระทรวงสาธารณสุขจะหารือและทำความเข้าใจกับพยาบาลทั่วประเทศ ผ่านการประชุมทางระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ส่วนเรื่องที่ ก.พ.ออกมาระบุว่าจำนวนพยาบาลวิชาชีพของไทยมีอัตราสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดนั้น เนื่องจาก ก.พ.และกระทรวงสาธารณสุขใช้ฐานข้อมูลคนละชุดกัน ดังนั้น รมว.สาธารณสุข จึงได้มีแนวคิดที่จะตั้งกรรมการร่วมกันขึ้น เพื่อที่ต่อไปในอนาคตจะได้มีการใช้ฐานข้อมูลเดียวกันในการหารือ และเพื่อให้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
       
       ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัด สธ. กล่าวว่า ขณะนี้พยาบาลที่ยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการมีประมาณ 13,000 คน ทั้งในส่วนของพนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งหากใช้ตำแหน่งข้าราชการเดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะว่างลงในแต่ละปี คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ปีในการที่จะบรรจุพยาบาลเหล่านี้เป็นข้าราชการได้ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีจะมีพยาบาลทยอยเพิ่มเข้ามาในระบบด้วย เนื่องจากแต่ละปีจะมีพยาบาลจบใหม่ประมาณ 4,000 คน โดยเข้ามาอยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประมาณปีละ 3,000 คน ที่เหลืออาจไปอยู่หน่วยงานราชการสังกัดอื่นหรือภาคเอกชน ซึ่งหากได้ตำแหน่งข้าราชการตั้งใหม่วิชาชีพจำนวนราว 10,000 ตำแหน่ง ทยอย 3 ปีนั้น ก็จะไม่ต้องมีการขอตำแหน่งเพิ่มเติมอีก เพราะจะพอดีกับจำนวนเกษียณ ดังนั้น การตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหารือกับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และ ก.พ. ทาง สธ.ก็ต้องให้ข้อมูลเพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นและความขาดแคลนพยาบาล ซึ่งสุดท้ายแล้วจะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ คปร.และ ก.พ. แต่หากบรรจุไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องหารือว่า จะมีกระบวนการจ้างงานประเภทไหนให้มีแรงจูงใจไม่ให้เป็นข้าราชการได้
       
       4. กรรมาธิการฯ สปท.ปรับแก้ กม.ควบคุมสื่อเสร็จแล้ว เลิกตีทะเบียนสื่อ แต่คงตัวแทนรัฐในสภาวิชาชีพฯ เตรียมโยน ครม.ชี้ขาด!


       เมื่อวันที่ 10 พ.ค. พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เผยความคืบหน้าการพิจารณาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ กมธ.ได้พิจารณาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากรับฟังความเห็นของสมาชิก สปท.ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา เหลือเพียงการปรับปรุงถ้อยคำเล็กน้อย คาดว่าจะส่งให้ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.ได้ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ เพื่อส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
       
       สำหรับรายงานที่ กมธ.จะส่งให้ ครม.นั้น พล.อ.อ.คณิต กล่าวว่า นอกจากเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อฯ ปรับปรุงใหม่แล้ว ยังแนบการอภิปรายของสมาชิก สปท.20 คน ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ควบคู่ไปด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับ ครม.ว่าจะปรับปรุงเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.อย่างไรต่อไป
       
       พล.อ.อ.คณิต เผยด้วยว่า ประเด็นที่ กมธ.ปรับปรุงแก้ไขคือ มาตรา 91, 92 และ 99 คือ การยกเลิกให้สื่อมวลชนขึ้นทะเบียนการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเปลี่ยนเป็นให้ต้นสังกัดออกใบรับรองประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแทน พร้อมยกเลิกบทลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 6 หมื่นบาท กรณีสื่อมวลชนและต้นสังกัดไม่ยอมขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามมติที่ประชุม สปท.ที่ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ส่วนประเด็นเรื่องการมีตัวแทนภาครัฐ 2 คนร่วมอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติไม่มีการตัดทิ้ง เพราะข้อเสนอของตนระบุให้มีตัวแทนรัฐ 2 คนร่วมอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเพียง 5 ปี จากนั้นให้ตัดโควต้าตัวแทนภาครัฐออกจากสภาวิชาชีพสื่อมวลชนฯ นั้น ไม่ได้รับการตอบรับจากที่ประชุม สปท. จึงต้องคงเนื้อหาส่วนนี้ไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตามจะแนบความเห็นของตนเรื่องการให้ตัวแทนภาครัฐมีอายุอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนฯ แค่ 5 ปี ส่งไปให้ ครม.พิจารณาด้วย ขึ้นอยู่กับ ครม.ว่าจะดำเนินการอย่างไร
       
       5. “ดร.สวัสดิ์” ดอดมอบตัวแล้วคดีโกงแชร์ลอตเตอรี่ ขอโทษที่หลอกเหยื่อ ด้าน ตร.นำตัวฝากขัง-ค้านประกัน!


       จากกรณี รศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา อายุ 79 ปี อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ที่หลอกลวงเพื่อนและอดีตอาจารย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ให้นำเงินไปร่วมลงทุนในสหกรณ์ลอตเตอรี่ โดยอ้างว่าจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 1 แต่ไม่ได้จ่ายเงินปันผลให้ตามที่ตกลงไว้ จนเกิดความเสียหายกว่า 541 ล้านบาท ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ขยายผลจับกุม น.ส.เมธวัชร์ หรือพชกร คนมั่น ลักษณะคล้ายผู้ชาย ที่ได้รับโอนเงินจาก รศ.ดร.สวัสดิ์ ในความผิดฐานฟอกเงิน รวมทั้งจับกุม น.ส.ภวิษย์พร ใบเกตุ หญิงสาวคนสนิทของ รศ.ดร.สวัสดิ์ ที่รับโอนเงินไปกว่า 42 ล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ น.ส.จิรัชญา คุณยศยิ่ง เพื่อนของ น.ส.ภวิษย์พร ในความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินนั้น
       
       ปรากฏว่า เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 7 พ.ค. ล่วงเข้าวันที่ 8 พ.ค. รศ.ดร.สวัสดิ์ ได้เข้ามอบตัวต่อตำรวจ ซึ่งต่อมา วันที่ 9 พ.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการปราบปราม พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนกองปราบฯ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ได้แถลงผลการจับกุม รศ.ดร.สวัสดิ์
       
       พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า รศ.ดร.สวัสดิ์ รับสารภาพว่าหลอกให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนจริง ส่วนเงินที่ได้ นำไปเล่นการพนันและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงได้ประสาน ปปง.มาตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่อหาที่มาของทรัพย์สินทั้งหมดว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ พร้อมแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน และจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา
       
       ด้าน รศ.ดร.สวัสดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นข้อผิดพลาด เหตุที่หลอกเงินผู้เสียหาย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจขายตรง แต่ไม่ได้เงินปันผลตามที่ตั้งไว้ ส่วนการชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย อาจจะไม่สามารถนำมาคืนให้ได้ทั้งหมด แต่ให้ข้อมูลกับตำรวจเพื่อไปดำเนินการ ซึ่งตนมีทรัพย์สินบางส่วนและหุ้นที่ถือในบริษัทต่างๆ โดยจะขายทรัพย์สินทั้งหมด คงจะคืนให้ผู้เสียหายราวๆ 10% ประมาณ 50-80 ล้านบาท จากยอดความเสียหายประมาณ 400 ล้านบาท ไม่ใช่ 1,000 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว
       
       รศ.ดร.สวัสดิ์ ยังปฏิเสธด้วยว่า ที่มีข่าวว่าโอนเงินให้สาวทอมคนสนิท 62 ล้านบาทเพื่อเล่นการพนันออนไลน์นั้น ไม่เป็นความจริง แต่ให้สาวทอมยืมไปลงทุนธุรกิจขายตรง แต่ขาดทุน สาวทอมอ้างว่าจะขายที่ดินนำเงินมาคืน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินคืน พร้อมปฏิเสธกรณีที่มีข่าวว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสาวทอมดังกล่าว รศ.ดร.สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า เงินที่ได้จากผู้เสียหายบางส่วน ได้นำไปชดใช้เจ้าหนี้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นลักษณะหมุนเงิน รวมทั้งนำไปเล่นการพนันจริงที่ประเทศสิงคโปร์ แต่แค่หลักแสนบาทเท่านั้น “อยากขอโทษอาจารย์และผู้เสียหายทุกคนอย่างมาก แม้ว่าอาจจะคืนเงินให้ไม่เต็ม 100% ก็ตาม แต่ก็จะพยายามให้ข้อมูลตำรวจเอามาคืนให้มากที่สุด”
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า หลัง รศ.ดร.สวัสดิ์ เกษียณอายุราชการ ได้ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง แต่ต่อมา บริษัทเหล่านั้นมีปัญหาทางการเงิน รศ.ดร.สวัสดิ์เห็นช่องทางร่วมทำธุรกิจ จึงนำเงินไปลงทุนด้วย แต่ไม่เป็นไปตามที่คาด จึงสร้างเรื่องตั้งสหกรณ์ลอตเตอรี่ขึ้นมาเพื่อระดมทุน และในระยะหลัง รศ.ดร.สวัสดิ์ชอบเดินทางไปเล่นการพนันตามบ่อนต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านและเสียพนันจำนวนมาก จึงหมุนเงินไม่ทัน จนต้องหลบหนีดังกล่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่กดดัน กระทั่งเข้ามอบตัวในที่สุด
       
       ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบฯ ได้คุมตัว รศ.ดร.สวัสดิ์ไปขอศาลอาญาฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-20 พ.ค. ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงินเนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งกับพยานหลักฐาน หรือหลบหนี ยากแก่การจับกุมตัวมาดำเนินคดีในภายหลัง ด้านศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้ ขณะที่ไม่มีญาติผู้ต้องหามายื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัว รศ.ดร.สวัสดิ์ ไปควบคุมยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ
       
       6. วันพืชมงคลปีนี้ ผลเสี่ยงทาย พระโคกินข้าว-ข้าวโพด-หญ้า น้ำท่าบริบูรณ์ ธัญญาหาร ผลาหาร สมบูรณ์ดี!


       เมื่อวันที่ 12 พ.ค. เวลา 08.25 น. สมเด็พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ พลับพลาพิธีท้องสนามหลวง พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยบรรยากาศที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในช่วงเช้า มีเกษตรกรและประชาชนรอเข้าร่วมพระราชพิธีอย่างหนาแน่น เพื่อความเป็นสิริมงคล และรอรับเมล็ดพันธุ์ที่พระยาแรกนาจะมีการไถหว่านในพระราชพิธี
       
       สำหรับผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาในปีนี้ คือ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวนันทินี ทองคงเหย้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน และนางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร
       
       ขณะที่พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูน พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง ทั้งนี้ ผลการเสี่ยงทายในปีนี้ พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกายได้ 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี
       
       สำหรับผลเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่เลี้ยงพระโคเพิ่ม และพระโคพูน ในปีนี้ พระโคเลือกกินข้าว ข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี
       
       สำหรับปีนี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทั้งหมด 11 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าว 2,865 กิโลกรัม จัดส่งให้สำนักเมล็ดพันธุ์ข้าวกรมการข้าว นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีนี้ และจัดเป็น "พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ต่อไป


พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000048450
เวลา 21 สิงหาคม 2560 23:05 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)