ความเบื่อหน่ายนักการเมืองที่แลกด้วยระบอบทหาร
21 เมษายน 2560 14:12 น.

       “หนึ่งความคิด”
        “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
       
        ความจริงก็มีคำถามเหมือนกันนะครับว่าระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นทำไมมันถึงล้มเหลวในบ้านเรา แต่ระบอบแบบเดียวกันนี้กลับใช้ได้ผลดีในหลายชาติโดยเฉพาะในชาติตะวันตกที่พัฒนาแล้วและพื้นฐานของประชาชนไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำสูงแบบบ้านเรา
       
        เราเลือกนักการเมืองเข้าไปเป็นตัวแทนของเราในสภา แต่ระบบพรรคการเมืองทำให้ตัวแทนของเรากลายเป็นลูกจ้างของนายทุนพรรคการเมือง ปากเสียงของเรากลายเป็นปากเสียงของนายทุนพรรคการเมือง เพราะการเล่นการเมืองต้องใช้เงินลงทุนสูงไม่ได้เปิดโอกาสให้คนทุกคนเข้ามาสู่การเมืองอย่างเท่าเทียมกัน คนมีเงินได้เปรียบคนไม่มีเงินก็ต้องพึ่งเงินของพรรค คนที่ลงทุนด้วยตัวเองก็มีอำนาจต่อรองในพรรคสูงและมักได้เก้าอี้ทางการเมืองตอบแทนที่ง่ายกว่าคนดีๆ ที่เข้าไปเล่นการเมือง
       
        เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไป ว่าอำนาจทางการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจเงินและทุน จนกระทั่งทุนทางธุรกิจเห็นว่าการลงทุนทางการเมืองนั้นก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีหากสามารถเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐได้ ทักษิณซึ่งกลายเป็นอัศวินคลื่นลูกที่สามก็กระโจนเข้าสู่การเมือง จนกระทั่งตั้งพรรคการเมืองของตัวเองขึ้นมาด้วยการระดมเอาปัญญาชนที่เติบใหญ่ในเหตุการณ์เดือนตุลาเข้ามาเป็นลูกมือจำนวนมาก คนเหล่านี้มีเชี่ยวชาญในการจัดตั้งเข้าเข้าหามวลชน และช่ำชองในทฤษฎีการเมือง แต่ทักษิณรู้ว่าคนเหล่านี้นั้นช่ำชอง ในทางทฤษฎีแต่ในทางการเมืองนักการเมืองต่างหากที่ช่ำชอง ดังนั้นทักษิณจึงต้องกวาดต้อนซื้อตัวนักการเมืองเข้าสู่พรรคจำนวนมาก
       
        ไม่เพียงเท่านั้นทักษิณยังต่อสายกับพรรคการเมืองทุกพรรคทำท่าทีเหมือนลงสนามแข่งขันกัน แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จทักษิณก็ควบรวมพรรคเหล่านั้นเป็นพรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการทางธุรกิจที่ถูกนำมาใช้ทางการเมือง
       
        สิ่งที่ทักษิณคิดก็คือ ทำอย่างไรจะซื้อใจประชาชนเอาไว้ให้ได้ ความคิดเรื่อง “ประชาธิปไตยกินได้” จึงเกิดขึ้น จากเดิมประชาธิปไตยเป็นเพียงเรื่องนามธรรมที่ชาวบ้านเข้าใจว่า หน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยก็คือการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งในสภา ถ้าตัวแทนของตัวเองชนะได้เสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาล ถ้าแพ้ก็เป็นฝ่ายค้าน
       
        เสร็จจากการเลือกตั้งที่ใช้เวลาแค่ 3-4 วินาทีภารกิจในทางประชาธิปไตยของชาวบ้านก็จบแล้ว
       
        แต่วิธีการที่ทักษิณใช้จนเกิดคำว่า “ระบอบทักษิณ” ขึ้นมานั้น ทำให้ชาวบ้านเห็นว่า เขาแค่ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคของทักษิณ แต่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงด้วยนโยบายประชานิยมต่างๆ ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ได้ต่างกับแชร์ลูกโซ่หรือวิธีการของซินแสโชกุนที่หลอกประชาชนว่าลงทุนต่ำแต่จะได้รับ ผลตอบแทนที่สูง แต่ทักษิณเหนือกว่าคือ เอาเงินของรัฐมาแจกประชาชนเพื่อซื้อคะแนนเสียงของตัวเอง ในขณะที่ชาวบ้านกำลังเคลิ้มกับนโยบายแจกเงินในรูปแบบต่างๆ ทักษิณก็ใช้อำนาจรัฐที่ประชาชนมอบให้แก้กฎเกณฑ์ต่างๆให้เอื้อต่อธุรกิจของตัวเอง จนมาเป็นมาของคำว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และ “ทุจริตเชิงนโยบาย”
       
        ทักษิณและครอบครัวรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าหุ้นในธุรกิจสูงขึ้น วารสารการเงินธนาคารซึ่งร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยระบุในปี 2544 ที่ทักษิณเข้าสู่การเมืองนั้นตระกูลชินวัตรมีมูลค่าหุ้นรวม 12,768.20 ล้านบาท แต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณสมัยแรก ตระกูลชินวัตรมีมูลค่าหุ้นถึง 31,543.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 กว่า 70 % และเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ปีแรกของรัฐบาลทักษิณถึง 147 %
       
        ขณะที่ตระกูลดามาพงศ์นามสกุลเดิมของคุณหญิงพจมาน ที่ถือหุ้นโยงกันไปมา มีมูลค่าหุ้นในปี 2544 จำนวน 6,470 ล้านบาท แต่ปี 2547 มีมูลค่าหุ้นถึง 15,267.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 135 % นั่นคือ เพิ่มขึ้นเกือบๆ 3 เท่าเช่นเดียวกัน เมื่อรวม 2 ตระกูลเข้าด้วยกัน ปี 2544 มีมูลค่าหุ้น 19,239.08 ล้านบาท แต่ปี 2547 มีมูลค่าหุ้นรวมกันถึง 46,810.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 143 %
       
        แต่ชาวบ้านไม่ได้สนใจความรวยที่เพิ่มขึ้นของทักษิณ เพราะเกิดค่านิยมขึ้นใหม่ในหมู่ประชาชนว่า โกงไม่เป็นไรถ้าชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย
       
        ทั้งหมดนี้อาจเป็นตัวสะท้อนถึงทัศนคติของประชาชนที่เป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ว่าประชาชนไม่ได้เข้าใจในสิทธิ์ของตัวเอง ไม่ได้ปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง และปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของประเทศชาติด้วย คิดเพียงประโยชน์ของตัวเองเพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนที่นักการเมืองหยิบยื่นให้ คิดเพียงว่าตัวเองเป็นผู้ใต้ปกครองที่อยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครอง ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นหุ้นส่วนสำคัญของการเป็นรัฐ
       
        นักการเมืองเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางที่เอาสินค้าไร้คุณภาพมาหลอกลวงประชาชนเพราะปกป้องผลประโยชน์ของนายทุนมากกว่าประชาชนที่เลือกเขามาเป็นตัวแทน ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียง “นายหน้าธิปไตย” เท่านั้นเอง
       
        แต่ว่าไปแล้วความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยในแบบไทยๆนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในระบอบทักษิณเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว นักการเมืองเข้ามาแล้วก็หาผลประโยชน์ เพียงแต่นักการเมืองในอดีตอาจกินแค่อิฐหินดินทรายค่าหัวคิว แต่ระบอบทักษิณนั้นกินสัมปทานทั้งบนฟ้า บนพื้นดิน และใต้ดิน ในธุรกิจที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่เช่นธุรกิจสื่อสาร และพลังงาน แต่จุดจบของนักการเมืองทุกยุคก็เหมือนกันนั้นคือ ถูกทหารเข้ามายึดอำนาจด้วยข้ออ้างว่านักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เพิ่มเติมจากระบอบทักษิณก็คือการจัดตั้งมวลชนขึ้นมาปะทะกับมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลและใช้อาวุธสงครามมาเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามให้ทหารใช้เป็นข้ออ้างได้ด้วย
       
        เมื่อประชาชนไม่มีช่องทางในการขับไล่นักการเมืองที่ฉ้อฉลให้ออกจากอำนาจ ประชาชนไม่มีทางเลือกจึงต้องหันไปสนับสนุนทหารที่เข้ามายึดอำนาจจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าวงจรอุบาทว์เลือกตั้งแล้วรัฐประหาร รัฐประหารแล้วเลือกตั้ง แต่วิวัฒนาการทางการเมืองแบบระบอบทักษิณทำให้คนที่รู้ทันตระหนกยิ่งกว่านักการเมืองในอดีตที่ผ่านมาจนเกิดเป็นความเบื่อหน่ายและไม่อยากให้นักการเมืองกลับเข้ามามีอำนาจ ดังที่เกิดเป็นกระแสในปัจจุบันนี้
       
        แล้วถามว่าที่ผ่านมาเมื่อระบอบทหารเข้ามายึดอำนาจมะเร็งร้ายของการทุจริตคอร์รัปชั่นได้หายไปหรือไม่ คำตอบก็ไม่หรอก เพียงแต่เปลี่ยนตัวจากนักการเมืองมาเป็นทหารเท่านั้นเอง แต่ที่ร้ายกว่าก็คือ ระบอบทหารนั้นปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ปิดกั้นการตรวจสอบ แต่รัฐบาลทหารก็ทำทุกอย่างแบบที่นักการเมืองต้องการทำไม่ว่าจะเป็นความพยายามให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาเช่าแผ่นดิน 99 ปีที่ทักษิณเคยทำ หรือการพยายามให้สัมปทานแหล่งปิโตรเลียมที่รัฐได้ประโยชน์น้อยแต่กลุ่มทุนได้ประโยชน์มาก
       
        มันเกิดคำถามว่า หรือเพราะ “ความเป็นไทย” นี่แหละที่ทำให้คนที่เข้าสู่อำนาจไม่ว่ามาด้วยวิธีการไหน มักจะนึกถึงผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าของประชาชนเสมอ ระบอบประชาธิปไตยมันไม่ได้มีปัญหาหรอก เพราะมันใช้ได้ในหลายประเทศ แต่มันล้มเหลวในสังคมไทย มันก็น่าจะหาคำตอบจากความเป็นไทยนี่แหละว่า ทำไมระบอบการปกครองที่เขาบอกว่าดีที่สุดแล้วมันใช้ไม่ได้ในสังคมไทยตั้งแต่ 87 ปีที่สถาปนามันขึ้นมา
       
        แน่นอนว่า ระบอบที่ต้องเกิดขึ้นก็คือระบอบที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพด้วย ระบอบทหารที่จำกัดเสรีภาพในปัจจุบันนั้นไม่ยั่งยืนแน่วันหนึ่งก็ต้องจากไป แต่ทำอย่างไรให้ระบอบที่เราจะใช้มาเป็นเครื่องมือของประเทศเป็นระบอบที่ตรวจสอบระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ มีผู้มีอำนาจที่มีธรรมาภิบาลเป็นตัวแทนของประชาชนและคิดถึงผลประโยชน์ของประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐด้วย
       
        ถามว่าเราเห็นจากรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นด้วยตัวแทนของระบอบทหารไหม บอกตรงๆ ว่าไม่เห็นหรอก แล้วถามว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คำตอบของผมก็คือ วันหนึ่งวงจรอุบาทว์ก็ต้องกลับมาอีก
       
        ถ้าจะว่าไปแล้วความเบื่อหน่ายนักการเมืองก็คือยาพิษที่เราค่อยสะสมในร่างกาย แต่ยาถอนพิษที่เราเลือกก็ไม่ได้ส่งผลอะไรที่ดีขึ้นมาสุดท้ายประชาชนก็ตายอย่างเดียว
       
        ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
       
       


พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000040023
เวลา 21 สิงหาคม 2560 22:46 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)