สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ส.ค.2560

โดย MGR Online   
12 สิงหาคม 2560 18:21 น. (แก้ไขล่าสุด 12 สิงหาคม 2560 23:56 น.)
       
คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. นายกฯ เผย “ในหลวง ร.10” รับสั่ง 9 ข้อ ทรงห่วงน้ำท่วม-ให้เร่งช่วยเหลือ และดูแล ปชช.ให้ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ส.ค.2560
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
        เมื่อวันที่ 8 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ โดยตนได้ถวายรายงานการทำงานของรัฐบาลตามห้วงระยะเวลา ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ ปัญหาอุทกภัย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสรับสั่ง ประกอบด้วย
       
       1. ทรงมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงรับสั่งให้ช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว และทั่วถึง ลดภาระการซ้ำซ้อน สิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ก็จะพระราชทานความช่วยเหลือมาให้อย่างที่ทรงทำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังรับสั่งให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ไป ถ้ายังไม่สามารถดำเนินการภาพรวมใหญ่ๆ ทั้งหมดได้ ก็ให้ทยอยดำเนินการไป ซึ่งตนได้กราบบังคมทูลอธิบายให้ทรงทราบแล้วว่า รัฐบาลกำลังมีโครงการต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มไว้มาหลายสิบปี โดยบางโครงการยังไม่สำเร็จ หรือยังไม่ครบ ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำ แต่อยู่ที่ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดิน หรือพื้นที่ส่วนบุคคล โดยตนจะหารือกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำในเรื่องดังกล่าวว่า จะต้องทำอะไรให้เกิดขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะต้องมีการเวนคืนที่ดินกันหรือไม่ หรือจำเป็นต้องเช่าพื้นที่เอกชนเพื่อเก็บกักน้ำให้ได้อย่างแท้จริง วันนี้ถ้าเราปล่อยให้น้ำท่วม ถึงเวลาก็ไปเยียวยา ก็ต้องไปดูในภาพรวมว่าในพื้นที่ดังกล่าวประชาชนมีรายได้อย่างไร ปลูกพืชปีละกี่ครั้ง และปริมาณน้ำท่วมเท่าไร ก็จะต้องไปหารือว่าจะใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำเลยได้หรือไม่
       
       2. มีรับสั่ง ขอให้ทำให้ประเทศชาติ และประชาชนมีความสุข ซึ่งทรงย้ำเสมอทั้งเรื่องการช่วยเหลือ การบรรเทา การจัดระเบียบ การสร้างวินัย สร้างอุดมการณ์ ว่าให้ทำทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง
       
       3. ให้ช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลในส่วนที่ดีงาม มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทำให้นักท่องเที่ยวได้พบเห็นและชื่นชม ขอให้รักษาไว้ให้ได้
       
       4. รับสั่งถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ อาทิ ภัยคุกคามในรูปแบบเก่าอธิปไตย ซึ่งวันนี้น้อยลง มีเฉพาะเรื่องของการรักษาทรัพยากรทั้งบนผืนแผ่นดิน และผืนน้ำ ที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทย จำเป็นต้องมีกำลังไว้ดูแลรักษา และทรงเป็นห่วงในเรื่องของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ให้เป็นสากล ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เกิดในประเทศอื่นก็จะมามีอิทธิพลต่อประเทศไทย อยู่ที่คนไทยทุกคนจะร่วมมือกัน
       
       5. รับสั่งให้เร่งดูแลระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันเรามีการปฏิรูปกันอยู่มากพอสมควร เพื่อเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้คนไทยมีความรู้อย่างจริงจัง ทำงานได้ สามารถที่จะมีอาชีพมั่นคง มีความเข้มแข็ง และมีหลักคิดที่ถูกต้องในทุกๆ เรื่อง จะได้ลดความขัดแย้ง
       
       6. รับสั่งให้ช่วยกันส่งเสริมงานจิตอาสา ซึ่งตนได้สั่งการในที่ประชุม ครม.นำแนวกระแสรับสั่งให้กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครขึ้นมาในการดูแลพื้นที่ ดูแลความมั่นคง และในกิจการต่างๆ ลักษณะเป็นจิตอาสา หรือทำกิจการสาธารณะ เพราะบางอย่างถ้ารอข้าราชการทำฝ่ายเดียวไม่ทัน เพราะต้องผ่านกลไก และขั้นตอนต่างๆ แต่ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือโดยจิตอาสาก็จะเกิดขึ้นได้เร็ว ภาระต่างๆ การใช้จ่ายงบประมาณก็จะลดลง จะได้นำงบประมาณไปทำอย่างอื่น
       
       7. รับสั่งในเรื่องการดูแลประชาชนให้ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างทรงขอว่าให้เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ ให้มีหลักฐานที่ชัดเจน ให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น และไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมให้ได้
       
       8. ข้าราชการทุกหมู่เหล่า หรือส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง เป็นแม่แบบให้กับประชาชน ให้เกิดความเคารพศรัทธา และเชื่อมั่นในการทำงาน จะได้เกิดความร่วมมือ ลดผลกระทบระหว่างกันให้ได้ในการบังคับใช้กฎหมาย
       
       9. เรื่องสำคัญที่สุด คือ ทรงเสียใจในการสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และคนไทยทั้งประเทศก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่า ขอให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจ ขยายสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำไว้อย่างมากมายให้ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป ซึ่งพระองค์ท่านทรงพระราชทานแนวทางไว้เป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงได้รับการสอนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ไข เพราะท่านตรัสว่า "เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่สมเด็จพ่อได้ทรงทำไว้"
       
       ขณะเดียวกันทรงให้นึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วย ซึ่งพระองค์พระราชทานสิ่งต่างๆ ไว้มากมายให้กับประเทศไทย ขอให้นำแนวทางพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ไปขับเคลื่อน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะทรงสนับสนุนและส่งเสริม สถาบันก็จะช่วยเหลือรัฐบาลในการทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนไปพร้อมๆ กัน มีอะไรขอให้ทูลฯ ให้ทราบ
       
       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ผมได้นำความต่างๆ มาให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ เพื่อสนองแนวพระราโชบาย สนองพระกระแสรับสั่ง ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และโชคดีที่ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ทรงสืบสานต่อพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอให้คนไทยทุกคนช่วยกันรักษาต่อไป และขอให้ใช้การสูญเสียในครั้งนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไปในสิ่งที่ดีกว่าเดิม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
       
       2. พันธมิตรฯ หอบหลักฐานให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คดีสลายกลุ่มพันธมิตรฯ 7 ต.ค.51 หลังศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง “สมชายและพวก” !

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ส.ค.2560
นายวีระ สมความคิด ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับพวก คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ 7 ต.ค.51 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
        เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายวีระ สมความคิด ซึ่งได้รับมอบหมายจากที่ประชุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพี่อขอให้อุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้องคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยที่ 1-4 โดยพันธมิตรฯ เห็นว่า มีพยานหลักฐาน และเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันหลังศาลมีคำพิพากษา
       
       นายวีระ กล่าวด้วยว่า มั่นใจในพยานหลักฐานที่นำมายื่นให้ ป.ป.ช. ได้แก่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551 ที่ยุบพรรคพลังประชาชน คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ภาพถ่ายจากเว็บไซต์กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2551 กรณีการเสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าว และผลการศึกษาและผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อปี 2551 ของคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
       
       ทั้งนี้ หนังสือที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังระบุตอนหนึ่งด้วยว่า คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ยกฟ้องจำเลยคดีนี้ มีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหลายประการและคลาดเคลื่อนต่อคําพิพากษาศาลปกครองกลาง มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รายการผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่ได้มีคําวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวแล้วว่า การชุมนุมของประชาชนเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มิได้ทําไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง
       
       ในขณะที่การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตํารวจไม่ได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากล เจ้าหน้าที่ตํารวจมีการนําอาวุธและวัตถุระเบิดมาใช้ในการสลายการชุมนุมเป็นจํานวนมาก มิได้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก มิได้ปฏิบัติตามแผนกรกฎ/48 แต่อย่างใด อีกทั้งการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงได้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจรดคํ่า แม้ว่าการประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว หรือแม้แต่สมาชิกรัฐสภาได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งขัดแย้งต่อข้อกล่าวอ้างที่ว่าต้องสลายการชุมนุมด้วยวิธีการดังกล่าวเพราะผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทั้ง 4 องค์กรดังกล่าวได้ชี้ว่า จําเลยมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจกระทําละเมิดต่อผู้ชุมนุม
       
       ซึ่งศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่า การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นการกระทําโดยจงใจกระทําต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อันเป็นการกระทําละเมิดต่อผู้ชุมนุม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จากรายการผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจต้องรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการละเมิดต่อกฎหมายที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ และ/หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 157, 295, 297, 288, 289, 83
       
       และจากรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา พบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไว้ในแผนกรกฎ/๔๘ หรือหลักการควบคุมฝูงชนอย่างเป็นขั้นตอนจากเบาไปหาหนักเพื่อควบคุมสถานการณ์และยุติความรุนแรง และจงใจเลือกใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาชนิดที่มีสารประกอบวัตถุระเบิด ซึ่งรู้หรือควรจะได้รู้อยู่ว่าสามารถทําให้เกิดอันตรายแก่อนามัยร่างกาย และชีวิต แก่บุคคลทั่วไปได้ และมีวิธีการยิงและขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาที่ผิดไปจากมาตรฐานการใช้เพื่อสลายการชุมนุม แต่มีการใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาในลักษณะที่คล้ายกับการปราบผู้ก่อความไม่สงบ การก่อการร้ายหรือการปราบจลาจลมากกว่า
       
       พันธมิตรฯ และผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค.51 จึงขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโปรดดําเนินการยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน คงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุมที่มีประชาชนบาดเจ็บและล้มตายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไปในอนาคต
       
       ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยว่า ขณะนี้สำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ประสานเป็นการภายในเพื่อขอคำพิพากษาส่วนกลางและคำวินิจฉัยส่วนตัวในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว เพราะเรามีเวลาเพียง 30 วันเท่านั้น เพื่อให้สำนักคดีและทนายความที่ ป.ป.ช.จ้างให้เป็นทนายความในคดีนี้นำคำพิพากษาไปวิเคราะห์ แล้วส่งกลับมาให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาว่า จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอ แต่ยืนยันว่า จะพิจารณาเสร็จทันในระยะเวลา 30 วันแน่นอน
       
       3. สตง.ตรวจพบ อปท.หลายแห่งใช้งบขนคนเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” ที่ศาลฎีกาฯ เตรียมดำเนินคดีอาญา ขณะที่ชาวบ้านแฉเองถูกหลอกมา!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ส.ค.2560
ภาพมวลชนที่มาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และจำเลยคดีจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาฯ ในช่วงที่ผ่านมา
        เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เผยถึงกรณี สตง.ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม ขอให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ที่อาจนำไปใช้ผิดประเภท โดยนำไปสนับสนุนให้คนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในการเดินทางมาศาลฎีกาฯ ในช่วงที่ผ่านมา และศาลจะมีการตัดสินคดีในวันที่ 25 ส.ค.นี้ว่า สตง.ได้ข้อมูลมาจากญาติของคนที่ถูกพาไปที่หน้าศาลฎีกาครั้งที่ผ่านมา โดยคนที่นำมาได้อ้างว่าจะพามาทำกิจกรรมอื่น แต่เมื่อมาถึง กลายเป็นไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มี อปท.ที่ดำเนินการลักษณะนี้หลายจังหวัด แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าเป็นพื้นที่ใด แต่ได้แจ้งเตือนไปแล้วเพื่อไม่ให้ทำอีกในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ส่วนที่เกิดขึ้นแล้ว สตง.จะตรวจสอบเพื่อเรียกงบประมาณส่วนนั้นคืน รวมถึงดำเนินคดีอาญาต่อไป
       
       ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี สตง.ทำหนังสือถึงกระทรวงกลาโหม ให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของ อปท. ที่อาจนำไปใช้ผิดประเภท โดยนำไปสนับสนุนคนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ได้ยินว่าจะมีการขนคนมาสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยเรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบ และว่า ในด้านการข่าวยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวอื่น โดยรัฐบาลได้มีมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการแต่อย่างใด เพราะบริเวณหน้าศาลจะอยู่ในความรับผิดชอบของศาล โดยศาลต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะทำอย่างไรบ้าง
       
       ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี สตง. ส่งหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ แจ้ง อปท. ทราบและกำกับดูแลเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อย่างเคร่งครัด และ สตง. ยังได้รับข้อมูลมี อปท.จำนวนหนึ่งมีเจตนาแอบแฝงในการใช้งบประมาณเพื่อนำคนมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองว่า ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลเรื่องดังกล่าว หาก อปท.จะเดินทางไปต่างจังหวัด ผู้ว่าฯ และนายอำเภอจะต้องดูตรงตามระเบียบหรือไม่ "ถ้ามีประเด็นแอบแฝง ผู้ว่าฯ และนายอำเภอต้องดำเนินการไปตามระเบียบ"
       
       ส่วนที่อาจจะมีมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่หน้าศาลฎีกาฯ ในวันที่ 25 ส.ค.นั้น ตนเห็นว่า ศาลเป็นผู้ดูแลเรื่องความยุติธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม ไม่มีใครไปให้กำลังใจแล้วเกิดผลอะไร หรือมีประโยชน์อะไร แต่จะเป็นการสร้างภาระให้กับตัวเองมากกว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลจะดีกว่า
       
       ด้านนายจรินทร์ จักกะพาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย เผยว่า ในฐานะกำกับดูแล อปท.ได้มีการตรวจสอบการใช้งบของ อปท.แล้ว แต่ขอเวลาในการดำเนินการก่อน เนื่องจากข้อมูลจาก สตง.ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ใด พร้อมกำชับข้าราชการในส่วนของ อปท.แต่ละพื้นที่ให้ใช้งบประมาณไปในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม
       
       4. กสทช.สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ “พีซทีวี” 30 วัน ฐานนำเสนอเนื้อหากระทบความมั่นคง!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ส.ค.2560
แกนนำ นปช.กับสถานีโทรทัศน์พีซทีวี
        เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เผยว่า ที่ประชุมกรรมการ กสทช. มีมติให้พักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง พีซทีวี เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” และรายการ “ห้องข่าวเล่าเรื่องสุดสัปดาห์” นำเสนอเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และว่า ทางสำนักงานจะส่งหนังสือบังคับทางปกครองไปยังไทยคม และช่องพีซทีวี ภายในวันที่ 10 ส.ค. เพื่อให้ดำเนินการตามคำสั่ง
       
       ทั้งนี้ มาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ระบุว่า ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
       
       โดยผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบ และให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะดังกล่าว หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจสั่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศรายการนั้นได้ทันที และให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลัน ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามที่สมควร หรืออาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
       
       นายฐากร กล่าวด้วยว่า “แม้การที่ศาลปกครองกลางได้มีมติคุ้มครองชั่วคราวการยกเลิกใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ส่งผลให้แม้พีซทีวีมีการกระทำความผิดซ้ำอีก ก็ยังไม่สามารถยกเลิกใบอนุญาตได้ในช่วงเวลานี้ แต่ในทางกฎหมาย ทาง กสทช.ยังสามารถลงโทษสถานีโทรทัศน์พีซทีวีโดยการพักใช้ใบอนุญาตได้อยู่ ในทุกครั้งเมื่อพบมีการกระทำความผิด”
       
       ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คาดการณ์และประเมินไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หากมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งทางการเมืองเกิดขึ้น สถานีอาจถูกสั่งให้ยุติการออกอากาศเหมือนเมื่อครั้งที่มีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ครั้งนี้อาจกังวลต่อการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เกรงว่าจะเรียกแขกเชิญชวนมวลชนให้เดินทางมาให้กำลังใจจำนวนมาก จึงสั่งให้ยุติออกอากาศไว้ก่อน ทางผู้บริหารคงต้องก้มหน้ารับและปฏิบัติตาม โดยไม่ไปยื่นร้องต่อศาลแต่อย่างใด
       
       5. ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “บก.ลายจุด” 2 เดือน รอลงอาญา 1 ปี กรณีขัดคำสั่ง คสช.ไม่เข้ารายงานตัว!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ส.ค.2560
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง
        เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ศาลแขวงดุสิต ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีแขวงดุสิต เป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นจำเลย ฐานฝ่าฝืนไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2557, ประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368
       
       จากกรณีเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2557 คสช. ได้ออกคำสั่งที่ 3/2557 เรียกบุคคลมารายงานตัว โดยแจ้งให้นายสมบัติเข้ารายงานตัวต่อ คสช. ที่หอประชุมกองทัพบก แต่นายสมบัติไม่ยอมมารายงานตัวตามคำสั่ง ต่อมา คสช. ได้ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ให้บุคคลในรายชื่อที่ยังไม่มารายงานตัว มารายงานตัวภายในวันที่ 24 มิ.ย. 2557 พร้อมกำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน แต่นายสมบัติก็ไม่ได้ไปรายงานตัวตามคำสั่งโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง กระทั่งวันที่ 5 มิ.ย. 2557 เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายสมบัติจากบ้านพักที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ซึ่งคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ
       
       ทั้งนี้ นายสมบัติ จำเลย ได้เดินทางมาศาลตามนัด พร้อมนายอานนท์ นำภา ทนายความ หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายอานนท์ เผยว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายสมบัติ 2 เดือน ปรับ 3,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี และว่า เหตุผลในคำพิพากษา คล้ายกับที่ศาลอุทธรณ์เคยมีคำพิพากษามาแล้ว
       
       สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ลงโทษปรับ 500 บาท ไม่พิพากษาจำคุก ส่วนความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ศาลไม่ลงโทษ เนื่องจากบัญญัติย้อนหลังการกระทำผิด และมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงบุคคล หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์
       
       ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2559 โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และฉบับที่ 29/2557 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศ คสช.อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 3,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี ต่อมานายสมบัติได้ยื่นคำร้องขอฎีกาคดีด้วยตนเอง เพราะเห็นว่าในชั้นอุทธรณ์ได้แก้คำพิพากษา โดยนำข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กลับมาพิจารณาลงโทษจำคุกอีก ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องในข้อหานี้ไปแล้วและมีการเพิ่มโทษ กระทั่งศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 1 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017