ซุปเปอร์โฮลดิ้ง ยกเครื่องรัฐวิสาหกิจ

โดย ผู้จัดการรายวัน   
11 สิงหาคม 2560 16:58 น.
 ซุปเปอร์โฮลดิ้ง ยกเครื่องรัฐวิสาหกิจ
        "ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
        "โชกุน"
       
       หลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ยึดอำนาจ ได้เพียงเดือนเดียว หัวหน้า คสช. ก็มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 75/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ทำหน้าที่ ยกเครื่อง รัฐวิสาหกิจ ให้มีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ และ สนับสนุนส่งเสริม ให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
       
        คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ นี้ นอกจากจะประกอบด้วย หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ รองหัวหน้าคสช. ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงต่างๆ เลขาสภาพัฒน์
       เป็นกรรมการแล้วยังมีภาคเอกชนร่วมอยู่ด้วยคิอ นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล นายบัณฑูร ล่ำซำ นายบรรยง พงษ์พานิช
       
        นอกจากนั้น ยังมีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ซึ่งตอนนั้นยังเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. และ นายวิรไท สันติประภพ ซึ่งอีกหนึ่งปีต่อมา จะเป็นผู้ว่า แบงก์ชาติ ต่อจาก นายประสาร
       
        คำสั่ง แต่งตั้ง คนร. นี้ มาก่อนที่จะมีการตั้งรัฐบาล เกือบ 2 เดือน แสดงถึง การให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ กับ รัฐวิสาหกิจ ในฐานะกลไกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
       
        แต่กว่าจะมีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ การปฏิรูป รัฐวิสาหกิจ ก็ต้องใช้เวลาถึงสามปีเต็ม
       
        ผลงานที่ว่านี้ คือ การปฏิรูปการกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจ โดยใช้กฎหมาย ร่าง พรบ. การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ...... ซึ่งไม่ยอมคลอดออกมาสักที จนดูเหมือนว่า จะใช้เวลานานผิดปกติ และอาจจะแท้งเสียก่อนก็ได้ เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า รัฐวิสาหกิจนั้น เป็นขุมทรัพย์ที่ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เอกชน ตักตวงหาผลประโยชน์ หลายๆแห่งแม่จะชขาดทุน แต่ก็มีงบลงทุน งบจัดซื้อ จัดจ้าง ทุกปี เป็นน้ำซึมบ่อทราย ที่ไม่เคยแห้งเหือด เพราะมีงบประมาณเติมให้เป็นรายปี
       
        นักการเมือง เป็นเพียงหนึ่งในผู้ตักตวงหาผลประโยชน์จากขุมทรัพย์แห่งนี้ แต่เครือข่ายผลประโยชน์รัฐวิสาหกิจยังประกอบด้วยข้าราชการประจำ พนักงานรัฐวาหกิจ เอกชน ตัวแทนหรือนายหน้า หาผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งยังอยู่กับครบ ที่หายไปก็คือ นักการเมือง โดยผู้มาแทนคือ ผู้ที่เกาะเกียวเครือข่ายอำนาจของ คสช.
        เครือข่ายผลประโยชน์นี้ ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก การปฏิรุป การกำกับดูแลรัฐวิสหากิจ ดังนั้น หากจะมีการวิ่งเต้น ขัดขวาง หรืออย่างน้อยที่สุด ยืดเวลาการเปลี่ยนแปลงออกไปให้นานที่สุด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
       
        อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ร่าง พรบ. การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ก็ผ่านความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีกหลายครั้ง
       
        สาระสำคัญของ ร่าง พรบ. นี้ คือ
       
        1. การจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นตามกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้ดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
       
        2. การจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ” ที่มีอายุ ๕ ปี เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจ ให้เป็นเอกภาพ ชัดเจน และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ
       
        3. การมีกลไกสร้างความโปร่งใส โดยเปิดเผยข้อมูลและให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง
       
        4. การมีกระบวนการคัดเลือกกรรมการรัฐวิสาหกิจที่โปร่งใสและได้มาตรฐาน โดยการกำหนดสมรรถนะหลักเพื่อให้ได้คนดีและคนเก่งมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ
       
        5. การพัฒนาระบบประเมินผล ให้สามารถวัดผลการดำเนินงานตามแผนและนโยบาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก
       
        6. การจัดตั้ง “บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจและพัฒนารัฐวิสาหกิจในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุก (Active shareholder)
       
        ข้อสุดท้ายนี้ คือ การตั้ง บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ ซุปเปอร์โฮลดิ้ง เป็นหัวใจสำคัญ ร่าง กฎหมายนี้จึงถูกเรียกว่า กฎหมาย ซุปเปอร์โฮลดิ้ง ซุปเปอร์ โฮลดิ้ง ทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้น ในรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว 12 แห่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันเกินครึ่งของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เช่น การบินไทย ปตท. ท่าอากาศยานไทย อสมท. ทีโอที กสท. โทรคมนาคม ไปรษณีย์ไทยฯลฯ
       
        ยกเว้นธนาคารกรุงไทย เพราะกองทุนเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และ บริษัทวิยุการบิน เพราะเป็นกิจการที่ไม่แสวงหากำไร
       
        กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัททั้ง 12 แห่งนี้ จะโอนหุ้นไปให้ บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ
       
        บรรษัทวิสาหกิจแหง่ชาติ มีกรรมการ ไม่เกิน 10 คน แต่งตั้ง โดย คนร.ประกอบด้วย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากการสรรหาไม่เกิน 9 คน ซึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 1 คน ซึ่งสรรหาโดยกรรมการ บรรษัทฯ
        ร่าง พรบ. การพัฒนาการกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจ ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแหง่ชาติ อีก จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป้นเมื่อไร และจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือไม่
       
        ร่าง พรบ. ฯ นี้ เป็นการปฏิรูป องค์กร ที่ กำกับดูแล รัฐวิสาหกิจ ด้วยความหวังว่า การปฏิรุปเชิงสถาบัน จะทำให้ได้ผู้บริหารัฐวิวาหกิจ ทีดี มีความสามารถ ทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง
       
       


จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017