รัฐบาล คสช.ตีมึน “บ่อนสายตะกู” จากพื้นที่อ้างสิทธิกลายเป็นดินแดนเขมร ระวังทำชาติไทยเสียดินแดนครั้งที่ 15 ถาวร

โดย ผู้จัดการรายวัน   
22 เมษายน 2560 07:37 น.
รัฐบาล คสช.ตีมึน “บ่อนสายตะกู” จากพื้นที่อ้างสิทธิกลายเป็นดินแดนเขมร ระวังทำชาติไทยเสียดินแดนครั้งที่ 15 ถาวร
จุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องสายตะกู บ้านสายโท 6 ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ชายแดนไทย-กัมพูชา 
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “ที่มีปัญหาเรื่องคนเข้าไปไม่ได้นั้น เพราะในกระบวนกฎหมาย เรายังไม่สามารถให้คนนอกพื้นที่เข้าไปได้ เพราะด่านช่องสายตะกู มีสถานะเป็นเพียงจุดผ่อนปรนทางการค้า การจะข้ามแดนต้องใช้พาสปอร์ต ซึ่งเราไม่สามารถจัดหาหรืออนุมัติได้ การดำเนินการทางธุรกิจก็อาจจะมีปัญหา เพราะสามารถดำเนินการได้เฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น”
       
        คือคำชี้แจงของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ต่อกรณีที่มีการสั่งห้ามไม่ให้ “คนนอกพื้นที่” ผ่าน “จุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู” ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
        จริงๆ แล้วประเด็นการเข้านอก-ออกใน ชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกูจะไม่เป็นประเด็นอะไรขึ้นมาเลย หากอีกฟากของจุดผ่อนปรน ไม่เผอิญมี “สายตะกูรีสอร์ท แอนด์ กาสิโน” มาตั้งตระหง่านบนฝั่งกัมพูชาอยู่ติดจุดผ่อนปรน ห่างแค่คืบประมาณ 100 เมตรจาก “เส้นเขตแดนสมมติ” ระหว่างไทย-กัมพูชา
       
        เป็น “สายตะกูรีสอร์ท แอนด์ กาสิโน” ที่ตีทะเบียนสำมะโนครัวว่าอยู่ใน ต.อัมปึล อ.บันเตียอัมปึล จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชา เบื้องแรกมีข่าวว่า “กลุ่มทุนไทย” เข้าไปมีเอี่ยวด้วย จนคาดเดากันไปต่างๆนานาตามตัวย่อที่ปรากฏในสังคมออนไลน์
       
        ก่อนจะมีเฉลยออกมา เมื่อ “3 สหายสายสีน้ำเงิน” ตั้งแต่ “เสี่ยเป็ด” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เสี่ยอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ชักแถวไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่โพสต์และแชร์ข้อความในสังคมออนไลน์ จนทำให้เข้าใจผิดว่าทั้ง 3 คนไปร่วมทำธุรกิจบ่อนพนันในกัมพูชา ตลอดจนการกล่าวหาว่า “แอบอ้างเบื้องสูง” เปิดกาสิโนในประเทศกัมพูชา
       
        ยิ่งทำให้ชื่อของ เป็น “สายตะกูรีสอร์ท แอนด์ กาสิโน” ติดลมบน เป็นที่จับตามอง ผนวกกับการเกาะติดของ วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในฐานะ “มวยหลัก” เรื่องเขตแดนอธิปไตยของชาติที่โพสต์ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Veera Somkwamkid ถึงกาสิโนแห่งใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง และมีการเอ่ยชื่อ ออกญาลึม เฮง นักธุรกิจชาวเขมรคนสนิท สมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ที่ถูกระบุว่าเป็นเจ้าของบ่อนสายตะกูด้วย
       
        โดยมีข้อมูลว่า ออกญาลึม เฮง ได้ประกาศสร้างกาสิโนขนาดใหญ่ที่สุดบนชายแดนกัมพูชา มาตั้งแต่เมื่อครั้งเข้าร่วมพิธีเปิดจุดผ่อนปรนการค้า “ช่องสายตะกู-จุ๊บโกกี” อย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน มิ.ย.2557
       
        ประเด็นของนายวีระ ไม่ใช่อยู่ที่ใครไปเป็นหุ้นส่วน หรือใครจะไปมีเอี่ยวในผลประโยชน์ของบ่อน หากแต่ตั้งคำถามถึง การก่อสร้างบ่อนกาสิโนบน “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน” ซึ่งขัดข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ แล้วเหตุใดรัฐบาลไทยจึงไร้ท่าทีในการท้วงติงหรือขัดขวางการก่อสร้างกาสิโน จนสร้างเสร็จสมบูรณ์ กำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา
       
        คำถามที่ดังสนั่นของนายวีระได้ถูก “ลิ่วล้อ คสช.” พยายามเบี่ยงประเด็น ตะแบงกลับมาว่า เป็นที่ตั้งของกาสิโนสายตะกู ตั้งอยู่บนแผ่นดินกัมพูชา แต่ก็มา “โป๊ะแตก” เมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของรัฐบาล ยอมรับอย่างหน้าชื่นว่า กาสิโนสายตะกู ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ
       
        “เรื่องนี้มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนดูแลอยู่แล้ว ต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ ก็ว่ากันไป หากสิ่งเหล่านี้อยู่พื้นที่ไทยเรา ก็ต้องทำการรื้อถอน แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่กัมพูชาเขา ก็ดำเนินการต่อไปเท่านั้นเอง” คือคำต่อคำที่ พล.อ.ประวิตร พูดถึงเรื่องนี้เมื่อไม่นานมาแล้ว
       
        จากนั้นอีกไม่กี่วัน พล.อ.ประวิตร ก็ยกคณะไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 12 ณ จังหวัดเสียมราฐ กัมพูชา โดยมี พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกฯและ รมว.กัมพูชา เป็นประธานร่วม ถือเป็นโอกาสดีในการประท้วง หรือย่างน้อยๆก็สอบถามถึงข้อเท็จจริงว่าฝ่ายกัมพูชารับทราบหรือไม่ว่า บางส่วนของ “บ่อนสายตะกู” ตั้งอยู่บน “พื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน” ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตแดนกัมพูชา ซึ่งผิดธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ ที่สำคัญทั้ง 2 ประเทศก็เคยมีข้อตกลงในการไม่รุกล้ำเข้าในพื้นที่ดังกล่าว หากยังไม่มีการปักปัน เขต แดนแล้วเสร็จ โดยมีการกั้นพื้นที่ไว้ข้างละประมาณ 130 เมตร
       
        แล้ว “คณะกรรมการปักปันเขตแดน” หรือ “จีบีซี” ที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนนั้น ประธานของฝ่ายไทยก็ชื่อ พล.อ.ประวิตร นั่นเอง
       
        ขอย้อนความอีกครั้งว่า ออกญาลึม เฮง ประกาศจะสร้างกาสิโนสายตะกู เมื่อเดือน มิ.ย.2557 ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีประท้วงออกจากรัฐบาลไทย ซึ่งตลอดห้วงเวลา มิ.ย.2557 ถึงตอนนี้ ก็อยู่ในอำนาจการบริหารของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาโดยตลอด
       
        นอกจากไม่ประท้วงแล้ว ก็ยังผลักดันการพัฒนาพื้นที่บริเวณนั้น ทั้งการประกาศยกระดับจากจุดผ่อนปรนเป็นด่านผ่านแดนถาวร เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อปี 2558 ซึ่งก็ยังติดขัดทางเทคนิคหลายประการ ตลอดจนการตัดถนน-เชื่อมไฟฟ้าไปยังจุดผ่านแดนช่องสายตะกู ราวกับอำนวยความสะดวกให้แก่บ่อนของออกญาลึม เฮง อย่างถึงที่สุด
       
        นับจากวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่มีการ Soft Opening เปิดให้บริการบ่อนสายตะกูไปแล้ว ยังค่อนข้างมีข้อติดขัดทำให้กิจการบ่อนสายตะกูไม่ราบรื่นตามที่เหล่าผู้มีส่วนได้เสียวางแผนไว้ แน่นอนต้องให้เครดิตนายวีระที่เกาะติดอย่างไม่ละมือ รวมทั้งการเปิดเผยของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับสันติบาล ที่ระบุว่าตัวเองได้รับบัตรเชิญไปร่วมงานเปิดสายตะกูรีสอร์ตและกาสิโนในวันที่ 7 เม.ย. ด้วย
       
        ส่งผลให้งานเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ได้ถูกจับตามองอย่างหนัก ทางการไทยจึงแก้เกมโดยการไม่อนุญาตให้ “คนนอกพื้นที่” ข้ามเขตแดนที่จุดผ่อนปรนสายตะกูได้ สร้างความลำบากให้แก่ “นักเสี่ยงโชคชาวไทย” ที่ต้องเดินทางอ้อมไปทาง “ด่านช่องจอม” ที่ จ.สุรินทร์ ก่อนจะเดินทางต่อผ่านทางทุรกันดารของฝั่งกัมพูชา จึงไม่เอื้อต่อการไปเล่นพนันขันต่อที่กาสิโนเห่งใหม่
       
        ตรงนี้อาจส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาไม่พอใจ จนส่งสัญญาณ “ประท้วง” ด้วยการไม่ให้ชาวกัมพูชาข้ามมาซื้อสินค้าฝั่งไทยผ่านจุดผ่อนปรนสายตะกูมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 เม.ย.เช่นกัน ทำเอาบรรยากาศการค้าบริเวณนั้นเงียบเหงาไปถนัดตา ก่อนจะมาผ่อนปรนตามปกติหลังผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมานี่เอง
       
        แต่ต้องไม่ลืมว่า นายวีระได้เคย “ดักคอ” ไว้ว่าหลังสงกรานต์ “กาสิโนสายตะกู” จะเปิดให้นักพนันฝั่งไทยเดินเข้าออกกันอย่างสะดวกโยธิน ด้วยแรงสนับสนุนจากทางการของ 2 ประเทศ เนื่องจาก “เจ้าของบ่อน” ได้เตรียมกระเป๋าใบใหญ่ไว้จ่าย “ผู้มีอำนาจ 2 ฝั่ง” กว่าพันล้านบาท ที่จริงๆเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 เม.ย. แต่ผิดพลาดทางเทคนิค จึงยังไม่มีการมอบให้ “ขาใหญ่ฝ่ายไทย” นอกจากกระเป๋าใบโตแล้วยังมี “ค่าต๋งรายเดือน” ที่อยู่ในข้อตกลงด้วย
       
        ผลประโยชน์ก้อนโตนี้เองที่เหมือน “ปิดปาก” ทางการไทยไว้ เพราะเหลือเชื่อว่า บ่อนสายตะกูเปิดมา 2 สัปดาห์กว่า ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากรัฐบาลไทย
       
        จนอดคิดไม่ได้ว่าที่ พล.อ.ประวิตร เอ่ยกับผู้สื่อข่าวว่าจะหายตัวไป 14 วันหรือ 2 สัปดาห์ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะไปทำภารกิจใดนั้น อาจเกี่ยวกับการไปเคลียร์คัทปัญหาตะกุกตะกักที่จุดผ่อนปรนช่องสายตะกู-ช่องจุ๊บโกกีกับทางกัมพูชาหรือไม่
       
       และหากจุดยืนของ “รัฐบาล คสช.” ปล่อยให้เพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทยเข้ามาทำประโยชน์ในพื้นที่ที่ยังไม่มีความชัดเจนได้เช่นนี้ หากการปักปันเขตพรมแดนยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ก็เหมือนเปิดทางให้เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชาเข้ามาหาประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นพรมแดนความยาว798 กิโลเมตร
       
        บทเรียนเมื่อครั้งข้อพิพาทในศาลโลก กรณีพื้นที่โดยรอบ “ปราสาทพระวิหาร” ที่คำพิพากษาศาลโลกระบุว่า ให้ทั้ง 2 ประเทศร่วมกันบริหารเขตแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ต่างจากมุมมองของฝ่ายไทยที่คิดว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยอย่างแน่นอน ข้อผิดพลาดของฝ่ายไทยที่ศาลโลกชี้ให้เห็นคือการปล่อยให้มี “อสังหาริมทรัพย์-ถาวรวัตถุ” ของฝ่ายกัมพูชา กล่าวคือวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ตลาดและชุมชนชาวกัมพูชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยฝ่ายไทยไม่เคยท้วงติง
       
        การที่รัฐบาล คสช.ไม่เคยประท้วงเรื่องการก่อสร้าง “บ่อนสายตะกู” บน “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน” ก็ไม่ต่างกัน เท่ากับว่า ยอมรับว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นเขตแดนกัมพูชา ยอมให้กัมพูชามายึดครองดินแดน รุกรานอธิปไตยของชาติโดยดุษฎี
       
        หากกลายเป็นข้อพิพาทไปถึงศาลโลกอีกครั้งก็ไม่ต้องเดาว่า ผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด
       
       


จำนวนคนโหวต 44 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017