การกีดกันทางการเมือง : การบังคับพลเมืองให้เสียเงินเพื่อเข้าถึงสิทธิการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

โดย ผู้จัดการรายวัน   
21 เมษายน 2560 14:13 น.
	การกีดกันทางการเมือง : การบังคับพลเมืองให้เสียเงินเพื่อเข้าถึงสิทธิการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
        "พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
        "ปัญญาพลวัตร"
       
        ในช่วงที่มีการพิจารณาร่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีข้อถกเถียงสำคัญอันเกิดจากการตีความการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในกิจกรรมพรรคการเมืองแบบพิสดารของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำให้ กรธ. กำหนดข้อความบางมาตราของร่างกฎหมาย ซึ่งสามารถตีความได้ว่า พลเมืองผู้ใดก็ตามที่ประสงค์จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องเสียค่าบำรุงพรรค หากพลเมืองผู้ใดไม่มีเงินค่าบำรุงพรรค ก็จะสูญเสียสิทธิเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที การตีความการมีส่วนร่วมแบบพิสดารดังกล่าวส่งผลให้เกิดการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และกำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า การกีดกันทางการเมือง (political exclusion) ขึ้นมาในสังคมไทย
       
       ร่าง พ.ร.บ. พรรคการเมืองกำหนดให้พลเมืองคนใดก็ตามหากต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะต้องจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคคนละ ๑๐๐ บาทต่อปี สำหรับปีแรกเก็บไม่น้อยกว่า ๕๐ บาท หากสมาชิกคนใดไม่ชำระเงิบบำรุงสองปีติดต่อกันจะสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรค และกำหนดด้วยว่าหากพรรคการเมืองใดไม่สามารถเก็บค่าบำรุงสมาชิกได้ในจำนวนและเวลาที่กฎหมายกำหนดก็จะสิ้นสภาพการเป็นพรรคการเมือง
       
       การกำหนดเช่นนี้ กรธ.ระบุว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ ต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรคการเมือง โดยตีความว่าการชำระค่าบำรุงพรรค เป็นการแสดงสิทธิต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรคที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกครอบงำและชี้นำจากนายทุน
       
       ในการเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรคการเมืองนั้น กรธ.อ้างว่าเป็นไปตามข้อเสนอของพรรคการเมืองและประชาชน ที่กรธ.จัดเวทีรับฟังความเห็น แต่ผมสงสัยว่าการตัดสินใจของกรธ.ที่กำหนดมาแบบนี้ได้ไตร่ตรองเหตุผลเชิงวิชาการของการมีส่วนร่วมทางการเมือง หลักการประชาธิปไตย และประสิทธิผลของมาตรการนี้อย่างรอบคอบและรอบด้านเพียงใด หรือว่าเป็นการตัดสินใจตามกระแสความต้องการของกลุ่มคนที่ กรธ.อ้างว่าไปรับฟังความคิดเห็น หรือตัดสินใจตามความปรารถนาบางอย่างของกรธ. เอง หรือ มีข้อจำกัดในการคิดเรื่องรูปแบบการมีส่วนร่วม จึงทำให้เกิดการตีความการมีส่วนร่วมแบบพิสดารเช่นนี้ขึ้นมา
       
       ในเชิงวิชาการ หลักการการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สำคัญคือ “การมีส่วนร่วมแบบสมัครใจ” อันเกิดมาจากความตระหนักภายใจจิตสำนึกของพลเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นมีหลายระดับตั้งแต่การร่วมในการให้ข้อมูลข่าวสาร การร่วมแสดงความคิดเห็น การร่วมในการตัดสินใจ การร่วมในการดำเนินงานหรือกิจกรรม การรร่วมในการประเมินผล และการร่วมรับผลประโยชน์ ส่วนรูปแบบของการมีส่วนร่วมก็มีหลายอย่าง เช่น ร่วมโดยใช้ปัญญา ร่วมโดยใช้แรงกาย และร่วมโดยใช้เงินทุนหรือทรัพยากร แต่ทั้งหมดต้องเป็นโดยสมัครใจ มิใช่เป็นการบีบบังคับโดยกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ทางสังคม
       
       ภายใต้หลักการดังกล่าว การบังคับโดยกฎหมายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจึงเป็นการตีความการมีส่วนร่วมที่ผิดพลาด และยิ่งผิดพลาดมากขึ้นเมื่อใช้เงินเป็นใบเบิกทางสำหรับการทำให้ได้สิทธิทางการเมืองของพลเมืองในการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และสิทธิในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็สิ้นสุดลงหากไม่มีเงิน ความคิดที่ว่า สิทธิทางการเมืองได้มาด้วยเงินตรา ออกจะเป็นเรื่องที่ประหลาดพิกลไม่น้อยสำหรับพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
       
       การบีบบังคับให้พลเมืองต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิทธิทางการเมือง ไม่ว่าเงินนั้นจะมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญคือมันขัดหลักการประชาธิปไตย อีกทั้งยังขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗ ที่ กรธ.เขียนขึ้นมาเองด้วย โดยในมาตรานี้ระบุว่า
       
       “มาตรา ๒๗ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใดจะกระทํามิได้”
       
       การบังคับให้พลเมืองเสียเงินค่าบำรุงพรรคเพื่อให้ได้สิทธิทางการเมือง จึงเป็นการออกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันและไม่เป็นธรรม โดยใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นเกณฑ์ในการเข้าถึงสิทธิ และยังเป็นการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งหมายความว่าพลเมืองไม่สามารถมีเสรีภาพทางการเมืองในการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองได้ หากพลเมืองผู้นั้นไม่มีเงินจ่ายค่าบำรุงสมาชิก
       
       การบังคับให้พลเมืองที่ประสงค์จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก จึงเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย เป็นการสร้างเงื่อนไขของการกีดกันทางการเมือง และสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมขึ้นมา และสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน หรือ กรธ.ว่าใช่
       
       ส่วนในแง่ประสิทธิผลของมาตรการนี้ ตามที่กรธ.คาดหวังนั้น ผมคิดว่า กรธ.มองสังคมไทยไม่ลึกซึ้งเพียงพอ เพราะว่าการบังคับให้พลเมืองเสียเงินเป็นค่าสมาชิกพรรคเพียงไม่กี่บาทนั้นไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลเมืองเกิดความตระหนักในสิทธิทางการเมืองหรือตระหนักถึงความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากองค์การอาสาสมัครแบบสมาคมทั้งหลาย ซึ่งหลายแห่งมีการเก็บค่าสมาชิก แต่ก็ไม่ได้ทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมเกิดความตระหนักในการร่วมทำกิจกรรมของสมาคมแต่อย่างใด ใครที่เคยเป็นกรรมการสมาคมคงทราบดีว่า กว่าจะเรียกประชุมใหญ่ได้สักครั้งมีความยากลำบากในการตามตัวสมาชิกให้ครบองค์ประชุมมากเพียงใด
       
       ความคิดในการใช้เงินเพื่อสร้างความผูกพันในองค์การอาสาสมัครเชิงพันธกิจทั้งหลาย รวมทั้งพรรคการเมืองด้วย จึงเป็นความคิดที่ผิดพลาด ซึ่งพิสูจน์ได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์จำนวนมากในสังคมไทย อันที่จริงเรื่องนี้ กรรมการร่างฯ บางท่านซึ่งเป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์และทำงานในองค์การสาธารณะประโยชน์รู้ดีกว่าผมด้วยซ้ำไป แต่สงสัยว่า ทำไมจึงปล่อยให้การบังคับเก็บเงินค่าสมาชิกพรรคการเมืองหลุดออกมาได้ทั้งที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย และไร้ประสิทธิผลในการทำให้สมาชิกเกิดความผูกพันต่อองค์การ แก่นหลักที่ทำให้สมาชิกมีความผูกพันต่อองค์การแบบพรรคการเมืองคือ การมีอุดมการณ์และความเชื่อบางอย่างร่วมกันอย่างเข้มข้นต่างหาก ไม่ใช่เงินค่าสิทธิของการเป็นสมาชิกแต่อย่างใด
       
        หากถามว่า พรรคการเมืองจะเก็บเงินค่าบำรุงสมาชิกได้หรือไม่ ผมคิดว่าเก็บได้ แต่ต้องเป็นไปโดย “สมัครใจ” และให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองแต่ละพรรคเองที่จะกำหนดข้อบังคับ ไม่ใช่ถูกบังคับโดย “กฎหมายที่ออกโดยรัฐ” ทางที่ดีคือให้พรรคการเมืองไปคิดเองว่า จะสร้างการมีส่วนร่วมให้กับสมาชิกในแบบใดและระดับใดบ้าง จะเก็บ “ค่าบำรุงพรรคแบบสมัครใจ” หรือไม่และอย่างไร สำหรับในแง่กฎหมาย สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนดมาตรการส่งเสริมหรือจูงใจพรรคการเมืองด้านอื่นๆเพื่อให้กำหนดแนวทางการเก็บค่าบำรุงพรรคแบบสมัครใจ เช่น การนำจำนวนเงินที่พรรคได้รับจากค่าบำรุงสมาชิก เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาจัดสรรเงินให้แก่พรรคการเมืองของกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองก็ได้
       
       ส่วนการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกิจกรรมพรรคมีหลากหลายวิธี ที่ไม่จำเป็นต้อง “ร่วมเสียเงิน” มีรูปแบบการมีส่วนร่วมอื่นๆมากมายในทางสร้างสรรค์กว่าการบังคับเก็บเงิน เช่น ในการสมัครเป็นสมาชิกพรรคนั้น ก็ให้พลเมืองผู้ที่ประสงค์เป็นสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นต่อพรรคเป็นเบื้องต้นก่อนก็ได้ โดยมีคำถามในใบสมัครของสมาชิก เช่น “ท่านมีความคาดหวังต่อพรรคอย่างไร” “ท่านมีปัญหาและความต้องการที่ให้พรรคนำไปกำหนดเป็นนโยบายเรื่องอะไรบ้าง” “ท่านมีข้อเสนอแนะต่อพรรคในเรื่องใดบ้าง” หรือการจัดทำสื่อสังคมออนไลน์ให้สมาชิกพรรคเข้าไปแสดงความคิดเห็นก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน
       
       สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆของรูปแบบการมีส่วนร่วม ที่พรรคการเมืองสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างไม่ยากนัก และผมคิดว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ มีบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์มากมายที่จะสร้างรูปแบบและลักษณะการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย ยิ่งในยุคปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีการสื่อสารมีประสิทธิภาพและราคาถูกลง ก็ยิ่งทำให้พรรคการเมืองสามารถสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมได้อย่างหลากหลายที่เอื้ออำนวยต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกได้อย่างสะดวก ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
       
       ดังนั้นผมจึงอยากฝากไปยัง กรธ. ว่าอย่ามีทิฐิในเรื่องนี้เลย ยกเลิก “การบังคับให้พลเมืองต้องเสียเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิทางการเมือง” เสียเถอะครับ เพราะกฎหมายแบบนี้สุ่มเสี่ยงต่อการขัดหลักประชาธิปไตยและขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่ไร้ประสิทธิผล ซึ่งไม่ทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและมีความเป็นสถาบันมากขึ้นแต่อย่างใด
       
       


จำนวนคนโหวต 10 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017