ความคลั่งไคล้การพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นวัตถุแบบมืดบอด

โดย ผู้จัดการรายวัน   
31 มีนาคม 2560 15:43 น.
        "ปัญญาพลวัตร"
        "พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
       
       หากสังคมใดยังดำรงอยู่ โดยไม่ถูกทำลายล้างให้ย่อยยับจนปราศจากผู้คนอาศัย ย่อมเป็นการยากที่มนุษย์ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใดก็ตาม จะสามารถทำให้สังคมหยุดนิ่งได้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกขณะด้วยการเคลื่อนไหวทางความคิด ความปรารถนาและการปฏิบัติของมนุษย์ นวัตกรรมทั้งในรูปวัตถุ เทคโนโลยี กฎเกณฑ์ ค่านิยมและแบบแผนการปฏิบัติเกิดขึ้นมาแข่งขันกับสิ่งดั้งเดิมที่ดำรงอยู่ในทุกอาณาบริเวณของสังคม
       
       เทคโนโลยี กฎกณฑ์และแบบแผนปฏิบัติใหม่ๆทางสังคมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมามักทำในนามของความเจริญก้าวหน้าของสังคม ความมีประสิทธิภาพ การเพิ่มความมั่งคั่ง และการเพิ่มความสะดวกสบายแก่มนุษย์เป็นหลัก มีอยู่บ้างที่ถูกทำในนามของความยุติธรรม ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ บ่อยครั้งที่เราเห็นแบบแผนความคิดและการปฏิบัติใหม่ๆสามารถไปด้วยกันได้กับแบบแผนเก่า ผสมผสานกันดำรงอยู่คู่ขนานกันไปในสังคม แต่ก็มีแบบแผนใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจดำรงอยู่ร่วมกันได้กับแบบแผนเก่า มีการแข่งขัน ต่อสู้ในหลากหลายมิติ บางครั้งก็พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง
       
       ผลลัพธ์การต่อสู้แข่งขันระหว่างแบบแผนความคิดและการปฏิบัติแบบใหม่และบบเก่าที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้หลายทาง บางเรื่องแบบแผนเก่าก็เอาชนะแบบแผนใหม่ได้ ผลักดันให้แบบแผนใหม่ตกไปอยู่ชายขอบและสูญหายไป บางเรื่องแบบแผนใหม่ก็เอาชนะแบบแผนเก่าและทดแทนได้ทั้งหมด แต่บางเรื่องก็ต่อสู้กันยืดเยื้อยันกันอยู่เป็นเวลายาวนาน กว่าจะเกิดผลลัพธ์ก็กินเวลาเป็นชั่วอายุคน แบบแผนความคิดและการปฏิบัติทางสังคมที่มักประสบชัยชนะคือ แบบแผนที่ตอบสนองความต้องการทางวัตถุแก่ผู้คนในสังคมได้อย่างทั่วถึง สามารถเพิ่มความสะดวกสบายแก่มนุษย์มากขึ้น และตอบสนองตัวตนในเชิงปัจเจกมากขึ้น เช่น ความรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และได้รับการยอมรับในอัตลักษณ์
       
       อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์และแบบแผนเก่าบางอย่างดำรงอยู่ในสังคมเป็นเวลายาวนาน แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ตาม แต่ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับและไม่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้ง นั่นก็เพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่ทราบหรือพอทราบ แต่ไม่เข้าใจถึงกลไกการสร้างความเหลื่อมล้ำของกฎเกณฑ์และแบบแผนนั้นว่าเป็นอย่างไร และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร ด้วยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไกลตัวจากชีวิตประจำวันของพวกเขานั่นเอง
       
       การพัฒนาประเทศดูเป็นตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ กล่าวคือกลุ่มคนที่เป็นรัฐบาล ข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจจำนวนมากในยุคสมัยนี้ ถูกครอบงำด้วยแบบแผนความคิดที่เรียกว่า “คลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุ” รูปธรรมของความคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุปรากฎให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลในการพัฒนาและการลงทุน ระเบียบกฎเกณฑ์ของหน่วยงานราชการ และการปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแบบแผนดังกล่าว
       
        ความคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุขับเคลื่อนผลักดันให้มีการสร้างโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถนนสี่เลน ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ โดยให้ความสำคัญน้อยมากกับผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมของประชาชน และไม่แยแสกับข้อเสนอที่เป็นทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักคิดความคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุ
       
       การมีแผนและผลักดันการจัดตั้งเมืองอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องยาวนานในจังหวัดสตูลเป็นตัวอย่างของความคลั่งไคล้ความเจริญแบบสุดขั้วที่ปรากฎชัด ซึ่งในโครงการนี้มีทั้งท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา รถไฟเชื่อมสตูลกับสงขลา พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม อู่ต่อเรือ โรงไฟฟ้ถ่านหินที่สงขลาและกระบี่ ฯลฯ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกี่รัฐบาลแผนสร้างเมืองอุตสาหกรรมในจังหวัดสตูลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ก็ยังดำรงอยู่ต่อไป ตราบที่ผู้มีอำนาจรัฐยังถูกครอบงำด้วยลัทธิคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุ ดังนั้นแม้คนที่ดำรงตำแหน่งเปลี่ยนแปลง แต่หากแบบแผนของหลักคิดนี้ดังดำรงอยู่ การผลักดันให้สร้างเมืองอุตสาหรรมก็จะดำเนินต่อไป
       
       ลัทธิคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุ เป็นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเจริญแบบล้นเกิน ไม่พอดี ส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ กวาดล้างวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของประชาชน สุขภาพของผู้คนถูกทำลายและชีวิตถูกบั่นทอน ทั้งเป็นการเจริญแบบไร้เหตุผล เพราะเป็นความเจริญที่ไม่ได้ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาศัยการลอกเลียนปัญญา ความรู้ และเทคโนโลยีจากภายนอก ขณะที่กำจัดภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งยังทำให้ผู้คนในพื้นที่มีภูมิคุ้มกันลดลง ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการรับสารพิษ โรคร้ายและอาชญากรรมที่มาพร้อมกับการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาก่อสร้าง ทั้งเสี่ยงกับการถูกทำลายอาชีพดั้งเดิม คุณธรรมแบบเอื้ออาทรก็จะหายไป และถูกทดแทนด้วยการแข่งขันและความเห็นแก่ตัว
       
       สิ่งที่เราพบเห็นเป็นประจำในสังคมไทยคือ กลุ่มคนที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุมักจะผลิตวาทกรรมเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่มีแบบแผนความคิดต่างว่าเป็น “ผู้ขัดขวางความเจริญบ้าง” “เป็นจระเข้ขวางคลองบ้าง” และที่ร้ายในบางยุคถึงกับมีการกล่าวหาว่า“รับเงินจากต่างชาติบ้าง” และพยายามที่จะทำลายหรือทำร้ายก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่าลัทธิคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุจะมีกระแสเชี่ยวกรากและมีพลังในการครอบงำอำนาจรัฐ แต่ในสังคมก็มีแบบแผนความคิดที่เป็นคู่แข่งกับลัทธิคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุ นั่นคือ แบบความคิด “การเจริญแบบพอเพียง” ซึ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบพอประมาณ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสุขภาพ ไม่ทำลายวิธีชีวิตและวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ เป็นการเจริญที่มีเหตุมีผล เพราะสร้างความเจริญจากฐานทรัพยากรที่มีอยู่เดิม อาศัยความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับความรู้จากภายนอกอย่างกลมกลืน ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีภูมิคุ้มกัน ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญกับปัญหาสังคม อาชญากรรม สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ คุณธรรมดั้งเดิมถูกรักษาเอาไว้และสืบทอดต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้
       
       อันที่จริงการเจริญแบบพอเพียงนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐได้มีการนำมาเขียนในแผนพัฒนาประเทศและปรากฎในนโยบายและโครงการอยู่บ้างตามสมควร เพราะว่าแบบแผนความคิดนี้เป็นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง แต่ทว่าสิ่งที่เรารับรู้ได้ในสังคมไทยเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลในเรื่องนี้คือการใช้กลยุทธแบบแยกส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องระหว่าง “กฎเกณฑ์เชิงรูปแบบ” (rules in form) กับกฎเกณฑ์ที่ใช้จริง (rules in use)
       
       ผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมักจะพูดเรื่องการเจริญแบบพอเพียงแบบนกแก้วนกขุนทอง ท่องจำมาพร่ำสอนประชาชน แต่นโยบายและแบบแผนการปฏิบัติจริงกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง บอกให้ประชาชนรู้จักประมาณตน แต่รัฐกลับมุ่งสร้างอภิมหาโครงการแบบล้นเกิน บอกให้ประชามีเหตุผล แต่ต้องเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับแบบแผนความคิดแบบคลั่งความเจริญทางวัตถุเท่านั้น บอกให้ประชาชนสร้างภูมิคุ้มกัน แต่รัฐกลับทำลายภูมิคุ้มกันของประชาชนเสียเอง บอกให้ประชาชนใช้ความรู้ แต่รัฐกลับใช้อวิชาในการทำให้โครงการได้รับการรับรอง ดังการเสกปั้นรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหลายที่มักบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ผ่านการรับรอง บอกให้ประชาชนมีคุณธรรม แต่ผู้นำและเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับใช้เล่ห์กลเพื่อให้ตนบรรลุเป้าหมาย ดังที่การใช้เล่ห์กลหลอกลวงว่ามีถ่านหินสะอาด ทั้งที่ในความจริงไม่มีถ่านหินในโลกนี้ที่สะอาด
       
       หากจะใช้แบบแผนความคิดการเจริญแบบพอเพียงอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่ทำได้ทันทีคือ การปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้โดยรวม จังหวัดสตูล และจังหวัดอื่นๆให้มีทิศทางมุ่งสู่ “การเป็นเมืองเกษตร ประมงและท่องเที่ยวแบบพอเพียง” แต่ก่อนอื่น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการใช้ปัญญาไตร่ตรองให้กระจ่างชัด เพื่อปรับกระบวนทัศน์และแบบแผนความคิดของตนเองเสียก่อน โดยต้องขจัดแบบแผนความคิดคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุเสียให้หมด และทดแทนด้วยความคิดการเจริญแบบพอเพียงให้มั่นคง
       หากจะให้ดี ก็ใช้หลักคิดแบบโสคราติสที่ว่า “ให้ตระหนักรู้ว่า เรายังไม่รู้” อย่าคิดว่ามีความรู้แล้วเพราะไปฟังเพียงพวกนักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ และนักเทคนิคที่อยู่ใกล้ตัวแต่เพียงอย่างเดียว เพราะพวกนี้ถูกครอบงำด้วยความคิดคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุอย่างมืดบอดเกือบทั้งสิ้น ลงไปรับฟังและเรียนรู้อย่างอ่อนโน้มถ่อมตนจากประชาชนในพื้นที่หลายๆแห่ง ที่พวกเขาใช้แบบแผนความคิดแบบพอเพียงอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และนำมาบูรณาการเป็นภาพรวมของแผนพัฒนาภาคใต้เสียใหม่ จากนั้นก็ส่งเสริมและปลูกฝังแบบแผนความคิดนี้ให้กลายเป็นความคิดกระแสหลักของผู้กำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ตลอดจนข้าราชการ นักธุรกิจและประชาชนขึ้นมา
       
       หากรัฐมีแบบแผนความคิดและการปฏิบัติที่มุ่งเน้นความเจริญแบบพอเพียงอย่างแท้จริง การพัฒนาประเทศของเราก็จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีรากฐานจากภูมิปัญญาและทรัพยากรของเราเอง ซึ่งจะทำให้เราหลุดพ้นจากการถูกครอบงำทางความคิดแบบคลั่งไคล้ความเจริญทางวัตถุได้ในที่สุด โปรดระลึกว่า การพัฒนาประเทศนั้นไม่ได้มีแนวทางที่ดีที่สุดเพียงแนวทางเดียวดังที่เชื่อและทำกันอยู่ในปัจจุบัน หากแต่มีแนวทางที่หลากหลาย ซึ่งควรเลือกให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของเราเอง
       
       หากเรามีหลักคิดว่า เราไม่ควรลอกเลียนประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมล้นเกินจากตะวันตกมาใช้ทางการเมืองอย่างมืดบอดฉันใด เราก็ควรมีหลักคิดว่า เราไม่ควรลอกเลียนการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นความเจริญทางวัตถุมาใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมืดบอดฉันนั้นด้วยครับ
       
       


จำนวนคนโหวต 9 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017