บันทึกลับ! ไพ่ฝากจากทักษิณในรัฐบาลทหาร (ตอนที่ 9) : โค้งสุดท้าย วัดใจพลเอกประยุทธ์ "รัฐประหารมาเพื่ออะไร" !?

โดย ผู้จัดการรายวัน   
24 มีนาคม 2560 15:56 น.
บันทึกลับ! ไพ่ฝากจากทักษิณในรัฐบาลทหาร (ตอนที่ 9) :  โค้งสุดท้าย วัดใจพลเอกประยุทธ์ รัฐประหารมาเพื่ออะไร !?
        "ณ บ้านพระอาทิตย์"
        "โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์"
       
        ช่วงเวลาเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พาคณะสื่อมวลชนที่ประเทศเม็กซิโก เพื่อไปดูประสบการณ์และความล้มเหลวของบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติที่เรียกว่า พีเม็กซ์ (Pemex) หลังจากนั้นสื่อมวลชนบางคนที่ไปร่วมคณะดังกล่าวได้ "ส่งการบ้าน" ทั้งเขียนบทความ พูดออกหน้าประโคมข่าวให้เชื่อว่าการจัดตั้งบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติเป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ดี
       
        โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์ในด้านกฎหมายปิโตรเลียมที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมีข่าวว่ากำลังจะพิจารณาลงมติวาระที่ 2 และ 3 ในวันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560 นี้ !!!
       
        ซึ่งต้องตั้งคำถามและสำนึกต่อบทความและการพูดแสดงความเห็นของสื่อมวลชนบางคนเหล่านั้นที่ "รับงาน" ดังนี้
       
        ถ้าไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เราจะมีองค์กรรัฐแห่งใดที่จะมารับโอนและบริหารทรัพย์สินจากที่ได้จากผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมซึ่งกำลังจะเริ่มหมดอายุสัญญาสัมปทานในอีก 5 - 6 ปีข้างหน้า?
       
        ถ้าไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ องค์กรของรัฐแห่งใดจะมาทำหน้าที่ในการรับโอนท่อก๊าซและระบบท่อก๊าซทั้งหมดซึ่งผูกขาดตามธรรมชาติให้ตกอยู่แก่รัฐทั้งหมด เพื่อขจัดการผูกขาดไม่ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งมีความได้เปรียบกว่ารายอื่น แล้วจะทำให้เอกชนทั่วไปสามารถเข้าถึงท่อก๊าซและแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ได้อย่างไร?
       
        และถ้าไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ สุดท้ายแล้วระบบท่อก๊าซก็ยังถูกผูกขาดทำกำไรอย่างมหาศาลโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่อไป เพราะบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่ทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ แล้วประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร? โดยเฉพาะถ้าหากมีผู้ถือหุ้นมีความสัมพันธ์หรือมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายราคาพลังงานของประเทศ
       
        ถ้าไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ จะมีองค์กรไหนที่จะมารับผลผลิตปิโตรเลียมที่จะตกอยู่แก่รัฐในระบบแบ่งปันผลผลิตหรือจ้างผลิตในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะในสัญญาที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานและยังมีศักยภาพสูงทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ เพื่อให้ฝ่ายรัฐไทยมีอธิปไตยโดยสามารถบริหารและกำหนดราคาขายปิโตรเลียมที่รัฐได้มาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็ต้องฝากให้บริษัทเอกชนคู่สัญญาขายปิโตรเลียมแทนรัฐ ซึ่งไม่สามารถจะมีหลักประกันได้ว่าราคาที่จะขายนั้นจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่รัฐหรือต่อประชาชนจริงหรือไม่?
       
        เรื่องบรรษัทพลังงานแห่งชาติ จึงเป็นเดิมพันของชาติครั้งใหญ่ เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าการผูกขาดจะเกิดขึ้นต่อไปโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือไม่? และจะเกิดการแข่งขันในการผลิตปิโตรเลียมเพื่อเสนอผลตอบแทนแก่รัฐสูงสุดได้จริงหรือไม่? ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติหรือไม่ และออกแบบโครงสร้างอย่างไร?
       
        ส่วนเรื่องการกลัวการทุจริตในบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น ไม่ใช่จะมีแต่บรรษัทพลังงานแห่งชาติเท่านั้นที่จะเกิดการทุจริตได้ แม้แต่บริษัทเอกชนก็มีการทุจริตได้เช่นกัน "หากไม่ได้วางระบบการตรวจสอบที่ดีพอ" ไม่เว้นแม้แต่เป็นหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้น 100% หรือเป็นรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็สามารถทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ทั้งสิ้น
       
        ก็ดูตัวอย่างสินบนโรลส์รอยซ์ ที่มีข่าวอื้อฉาวเกิดขึ้นได้ทั้งในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ การบินไทย ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวเลยว่าจะเป็นองค์แบบไหน ดังนั้นแปลว่าแม้ไม่มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็มีการทุจริตได้อยู่ดี
       
        ในทางตรงกันข้ามถ้าห่วงเรื่องการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการแก้ไขในกฎหมายที่ทำให้องค์กรของรัฐเหล่านี้ใช้ดุลยพินิจน้อยลง และให้ทำตามหลักเกณฑ์ที่เน้นให้เอกชนเข้ามาประมูลแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใส และเป็นธรรม เปิดเผยข้อมูลการดำเนินการทุกขั้นตอนให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น จึงจะแก้ไข ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น
       
        แต่ที่ความพยายามในการประโคมข่าวโฆษณาชวนเชื่ออยู่ทุกวันนี้กลับอ้างว่าถ้าเป็นองค์กรของรัฐจะต้องมีการทุจริต ดังนั้นวิธีแก้คือยกกรรมสิทธิ์การบริหาร และการขายปิโตรเลียมให้เป็นของเอกชนให้หมด ถ้าปฏิบัติตามแนวคิดนี้ สุดท้ายแล้วผู้ถือหุ้นในกิจการปิโตรเลียมก็คงจะกวาดความมั่งคั่งจากประเทศชาติไปเกือบทั้งหมด โดยสามารถสมคบกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อจ่ายผลตอบแทนแก่รัฐให้น้อยๆ ทุจริตกันแบบนี้ก็สามารถทำกันในระบบสัมปทานได้เหมือนกัน จริงหรือไม่?
       
        ดังที่นางสาวรสนา โตสิตระกูล ได้ยกตัวอย่างเอาไว้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560 ว่า "สมมติในครอบครัวมีสมาชิกบางคนชอบขโมยสิ่งของในบ้าน หัวหน้าครอบครัวควรแก้ปัญหาการขโมยด้วยการขายบ้านให้เป็นกรรมสิทธิ์ของคืนอื่นหรือไม่ และยอมเช่าบ้านของตัวเองอยู่โดยไม่เป็นเจ้าของบ้าน นี่เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้วหรือ? หรือว่าเราควรหาวิธีวางระบบการตรวจสอบให้ดีเพื่อไม่ให้สมาชิกในบ้านลักขโมยกันแน่?"
       
        ก็ลองคิดดูว่าขนาดเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ร้องขอให้แก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมให้โปร่งใสขึ้น จัดเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการรั่วไหลลง และทำให้เกิดการแข่งขันโดยการเปิดประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใส และเป็นธรรม และให้ทำตามรายงานผลการศึกษาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเอง รัฐบาลก็ยังไม่ฟัง!
       
        ขนาดมีรายงานการรับฟังความเห็นของประชาชนในเรื่องปิโตรเลียมที่จัดขึ้นโดยคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่สรุปว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมใของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) รัฐบาลก็ยังไม่ฟังเสียงของกรรมาธิการฯ สภาปฏิรูปแห่งชาติ อยู่ดี
       
        แม้ขนาดมีหนังสือทักท้วงของประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ถึงรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าร่างกฎหมายปิโตรเลียมที่รัฐบาลเสนอนั้น ขัดแย้งกับรายงานผลการศึกษาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเอง ก็ยังจะเสนอให้ผ่านกฎหมายนี้ต่อไปโดยไม่สนใจเสียงทักท้วงดังกล่าวอีกเช่นกัน
       
        แม้ขนาดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ลงมติว่าให้นำข้อร่างกฎหมายของภาคประชาชนซึ่งจัดทำโดย เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้พิจารณาควบคู่กันไปด้วย หากทำไม่ได้ก็ควรจะถอนร่างกฎหมายปิโตรเลียมของรัฐบาลออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รัฐบาลก็ทำหูทวนลม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ประการใด
       
        สรุปว่าการเดินหน้าเรื่องกฎหมายปิโตรเลียมที่มีปัญหาในขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้ฟังเสียงทักท้วงจากเหล่าผู้ห่วงใยชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น !!!
       
        สำหรับกรณีบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติของเม็กซิโกที่ชื่อ พีเม็กซ์ นั้นความจริงแล้วเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จเพราะมีรายได้มหาศาล จนเป็นรายได้หลักของประเทศ ในบางปีนั้นมีสัดส่วนที่สูงถึง 40% แต่ฝ่ายการเมืองเข้ามาล้วงใช้เงินจากองค์กรนี้มาเป็นรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลผ่านโครงการประชานิยม ส่งผลทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆเพิ่มเติม
       
        คล้ายคลึงกับประเทศเวเนซูเอล่า และ ประเทศโบลิเวียที่ในยามที่มั่งคั่งจากกิจการปิโตรเลียมนั้นก็ไม่ได้ใช้งบประมาณเพื่อสร้างรายได้พัฒนาธุรกิจในประเทศให้หลากหลายมากขึ้นกว่าการพึ่งพาจากกิจการปิโตรเลียมอย่างเดียว จนเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง จึงทำให้เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ถดถอยไปด้วยในที่สุด
       
        ตรงกันข้ามกับประเทศมาเลเซียที่อยู่ใกล้กับประเทศไทย มีบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติอย่างปิโตรนาสที่รัฐบาลมาเลเซียถือหุ้น 100% แต่กลับไม่มีปัญหาเหมือนกับเม็กซิโก เวเนซูเอล่า และโบลิเวีย แต่ประการใด เหตุก็เพราะว่าได้ใช้การลดกำไรของปิโตรนาสเพื่อประโยชน์ต้นทุนทางพลังงานของประชาชนชาวมาเลเซียเป็นสำคัญ ดังคำชี้แจงในแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ฉบับที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ความตอนหนึ่งว่า
       
        "บริษัทปิโตรนาส ทำหน้าที่เป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่ถือครองกรรมสิทธิ์และบริหารจัดการปิโตรเลียมที่ได้จากการผลิตทั้งประเทศ โดยรัฐมีหน้าที่ขายก๊าซธรรมชาติในราคาที่เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนชาวมาเลเซียโดยไม่ให้ปิโตรนาสขาดทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้อย่างเป็นธรรม ดังนั้นรูปแบบราคาก๊าซธรรมชาติของมาเลเซีย ไม่ใช่การใช้เงินอุดหนุนหรือ Subsidized แต่เป็นการกำหนดให้ปิโตรนาสขายก๊าซธรรมชาติในราคาที่ไม่เอากำไรเกินสมควรและเอาเปรียบประชาชน
       
        ในส่วนของราคน้ำมันประเทศมาเลเซีย รัฐบาลได้คืนเงินปันผลจากกำไรของบริษัทปิโตรนาสคืนสู่ประชาชนโดยนำมาเป็นส่วนลดราคาขายปลีกน้ำมัน ตามแต่ละช่วงเวลาของสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกในขณะนั้น ไม่ใช่การนำภาษีของรัฐบาลหรือการจัดตั้งกองทุนน้ำมันที่เรียกเก็บจากประชาชนเพื่ออุดหนุนตรึงราคาปิโตรเลียมแบบที่ประเทศไทยดำเนินการอยู่
       
        ดังนั้นการตรึงราคาน้ำมันในประเทศมาเลเซีย จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญต่อประชาชนของประเทศมาเลเซียว่า "ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมและเป็นเจ้าของบรรษัทพลังงานแห่งชาติร่วมกัน และทรัพยากรธรรมชาติของมาเลเซียมีไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวมาเลเซียทั้งประเทศ"
       
        ถึงแม้บริษัทปิโตรนาสจะขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้ประชาชนชาวมาเลเซียต่ำกว่าที่ประเทศไทยได้ใช้ แต่วิธีการเช่นนี้กลับพบว่าบริษัทปิโตรนาสของมาเลเซียซึ่งมีรายได้ใกล้เคียงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่ปิโตรนาสกลับมีกำไรมากกว่า ปตท. อย่างมหาศาล ปรากฏตัวอย่างในงบการเงินของ ปตท. ปี พ.ศ. 2555 ดังนี้
       
        ปตท.มีรายได้ 2.85 ล้านล้านบาท มีกำไร 1.7 แสนล้านบาท ในขณะที่ปิโตรนาสมีรายได้ 2.95 ล้านล้านบาท มีกำไร 8.91 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกำไรที่มากกว่า ปตท.กว่า 5 เท่าตัว !!!
       
        แสดงให้เห็นว่าการใช้นโยบายราคาพลังงานที่เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย ไม่ได้เป็นปัญหาต่อภาระทางการคลังแต่ประการใด
       
        การที่ปิโตรนาสดำเนินการได้ดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นเพราะบริษัท ปิโตรนาสได้ควบคุมการผลิตต้นน้ำ ให้เป็นทรัพย์สินของบรรษัทพลังงานแห่งชาติทั้งหมดมิให้ตกอยู่ในมือเอกชน หรือชาวต่างชาติ จึงสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล และนำกำไรที่ได้นั้นมาช่วยเหลือประชาชนชาวมาเลเซียทั้งประเทศ และถ้าหากประเทศไทยจะดำเนินการในแนวทางเช่นนี้ได้ก็ต้องตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติทั้งในรูปแบบและการบริหารในลักษณะเดียวกัน
       
        ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่ามาเลเซียไม่มีการอุดหนุนตรึงราคาอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่มีเงินสนับสนุนพอจนต้องปล่อยราคาพลังงานลอยตัวนั้น ก็จะเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะปิโตรนาสจะปันผลกำไรเพื่อมาตรึงราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกมีราคาสูงขึ้นเท่านั้น ส่วนเมื่อราคาน้ำมันตกลง ปิโตรนาสย่อมมีกำไรลดลง และประชาชนก็ไม่เดือดร้อนแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำผลกำไรมาตรึงราคาอีกต่อไปในปัจจุบัน จึงนับว่าปิโตรนาสได้บริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวมาเลเซียอย่างแท้จริง"
       
        คำถามคือรัฐบาลหรือ ปตท. ไม่คิดจะพาคณะสื่อมวลชนอาวุโส ไปดูงานที่ประสบความสำเร็จของปิโตรนาสในมาเลเซียบ้างหรือ ทั้งๆที่ใกล้กว่า และค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่จะไปดูปัญหาของพีเม็กซ์ในเม็กซิโก !!!?
       
        ภายหลังจากที่พีเม็กซ์ในเม็กซิโกประสบปัญหา ในปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลเม็กซิโก จึงได้เปลี่ยนนโยบายจากการผูกขาดการผลิตปิโตรเลียมของพีเม็กซ์ มาเป็นการเปิดให้บริษัทต่างชาติเข้ามามีบทบาทได้อีกครั้งหนึ่ง ในรูปแบบของสัญญาแบ่งปันผลผลิต
       
        แต่สำหรับประเทศไทยที่หลายคนวิตกเรื่องอิทธิพลทางการเมืองว่าเป็นพวกทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง และไว้ใจไม่ได้ นั้น ดังนั้น รูปแบบบรรษัทพลังงานแห่งชาติของไทยจึงต้อง "ไม่ผูกขาดในกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม" คือไม่ทำธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วยตนเอง แต่เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ผูกขาด และจัดสรรพื้นที่เพื่อนำออกไปให้เอกชนแข่งขันเสนอตัวประมูลทำธุรกิจอย่างเสรี โปร่งใส และเป็นธรรม ไม่ว่าในรูปแบบสัมปทาน รูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือรูปแบบสัญญาจ้างผลิต
       
        ภายใต้รูปแบบข้างต้นนี้ บรรษัทพลังงานแห่งชาติจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ เป็นผู้ขายและจำหน่ายปิโตรเลียมส่วนที่เป็นของรัฐ และเป็นผู้รับซื้อปิโตรเลียมส่วนที่เป็นของเอกชนกรณีที่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ
       
        และถ้าจะทำได้ก็ต้องมีการแก้ไข พรบ.ปิโตรเลียมเพื่อเพิ่มทางเลือกในรูปแบบของสัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้างผลิต จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการในส่วนของการขายและจำหน่ายปิโตรเลียม โดยมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่รัฐถือหุ้นทั้ง 100%
       
        สำหรับบทเรียนจากกรณีพีเม็กซ์ในเม็กซิโกนั้น รัฐบาลเม็กซิโกได้เปลี่ยนนโยบายปรับบทบาทของพีเม็กซ์ซึ่งผูกขาดทั้งระบบไปเป็นระบบให้เอกชนเข้ามาแข่งขันในระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น ก็แปลว่าบรรษัทพลังงานแห่งชาติของเม็กซิโกก็ยังคงมีอยู่ และถือว่ารูปแบบดังกล่าวเหมาะสมและสอดคล้องกับประเทศไทยด้วย
       
        คำถามมีอยู่ว่า เหตุใดสื่อมวลชนที่เดินทางไปดูงานที่พีเม็กซ์ ร่วมกับ ปตท. จึงได้หน้ามืดตาบอด พากันเขียนตีกันมิให้รัฐบาลจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ โดยอ้างเหตุผลสนับสนุนด้วยการโจมตีโมเดลที่บรรษัทพลังงานแห่งชาติที่ "ผูกขาดในการผลิตปิโตรเลียม" โดยระบุว่าภาคประชาชนที่ต้องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น เพราะต้องการผลักดันให้ย้อนกลับไปยุคผูกขาดกิจการต้นน้ำเป็นแบบพีเม็กซ์ ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่ประการใดเลย!!!
       
        เพราะรูปแบบที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอนั้น คือต้องไม่มีการผูกขาดใดๆในกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และไม่มีการตัดบทบาทของภาคเอกชนออกไปแต่อย่างใด
       
        แต่ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่นั้น ก็คือ เบื้องหลังของการที่คอลัมนิสต์ระดับอาวุโสสูงสุดของประเทศไทย ให้ข้อมูลผิดๆว่าภาคประชาชนต้องการผลักดันให้ย้อนยุคกลับไปเป็นแบบผูกขาดนั้น เป้าประสงค์ที่แท้จริงก็คือ มีบริษัทพลังงานบางแห่งไม่ต้องการให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ จริงหรือไม่?
       
        เนื่องจากถ้ามีบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ในรูปแบบไม่ผูกขาดและเน้นการเปิดประมูลให้เอกชนแข่งขันเสนอผลตอบแทนแก่รัฐในการผลิตปิโตรเลียม เท่ากับว่า ไม่มีการผูกขาดใดๆ ไม่มีการตัดบทบาทของภาคเอกชนออกไป ไม่มีการตัดช่องทางธุรกิจของเอกชนให้แตกต่างไปจากปัจจุบันแต่อย่างใด ดังนั้น การมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติจึงไม่กระทบช่องทางทำมาหากินของภาคธุรกิจเอกชนทั่วไปเลย
       
        จะมีเพียงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เท่านั้นที่อาจได้รับผลกระทบ เพราะในช่วงก่อนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยถูกแปรรูป รัฐเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้รับสัมปทาน โดยที่ผ่านมาจะกำหนดราคาที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยรับซื้อก๊าซธรรมชาติที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่รับซื้อแทนรัฐจึงได้รับประโยชน์จากสิทธิในการรับซื้อดังกล่าว สิทธิการรับซื้อก๊าซแทนรัฐบาลจึงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมาก จริงไหม?
       
        ก่อนหน้าการแปรรูป รัฐได้มอบให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ใช้สิทธิดังกล่าวแทนรัฐ เนื่องจากการที่รัฐได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าวนั้น เป็นการที่รัฐใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ดังนั้น เมื่อมีการแปรรูป ก็สมควรจะต้องโอนสิทธิการรัฐซื้อก๊าซในราคาต่ำกว่าตลาดโลกดังกล่าวออกไปจาก ปตท. ไปให้แก่องค์กรของรัฐ แต่มิได้มีการดำเนินการ ใช่หรือไม่?
       
        ถ้าหากมีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่ในการรับซื้อปิโตรเลียม และนำปิโตรเลียมไปขายและจำหน่าย ก็จะต้องเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติ รัฐจึงจะไม่สามารถให้สิทธินี้ไปแก่ ปตท. โดยไม่เปิดให้มีการประมูลแข่งขันอีกต่อไป
       
        ผลกระทบต่อ ปตท. จึงจะมีสองซ้อน สิทธิที่มีอยู่เดิมจะหมดไป เพราะจะเปลี่ยนจากระบบสัมปทาน ไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต รายได้และกำไรที่ได้อยู่เดิมก็จะเหือดแห้งหายไปอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. ก็อาจจะยังลุ้นได้ว่า รัฐอาจจะพลั้งเผลอ อาจจะมอบสิทธิการรับซื้อปิโตรเลียมไปให้แก่ ปตท. เหมือนเดิม โดยไม่มีการประมูลแข่งขันกันเหมือนเดิม จริงหรือไม่?
       
        แต่ถ้ามีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ เปิดประมูลแข่งขันโปร่งใส โอกาสที่ ปตท. จะได้รับสิทธิการซื้อปิโตรเลียม ณ ปากหลุมย่อมไม่แน่นอนเสียแล้ว เพราะหากผู้ใดจะได้รับสิทธิ ก็จะต้องแข่งขันกันประมูล เสนอผลประโยชน์สูงสุดต่อรัฐ จึงย่อมจะกระทบทั้งรายได้และกำไรของ ปตท. ใช่หรือไม่?
       
        นอกเหนือจากสิทธิในการรับซื้อก๊าซจากแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชแล้ว ยังมีสิทธิในการรับซื้อก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งจะมีประเด็นเดียวกัน และถ้าหากมีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเกิดขึ้น ย่อมจะกระทบทั้งรายได้และกำไรของ ปตท. ในลักษณะเดียวกัน ใช่หรือไม่?
       
        และเมื่อมีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ และมีการจัดประมูลแข่งขันกันอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้รัฐได้รับประโยชน์สูงสุดโดยเปิดให้เอกชนทุกรายสามารถเข้ามาประมูลแข่งขันทำหน้าที่ในการรับซื้อก๊าซ รัฐจะต้องกำหนดว่าเป็นราคา ณ จุดส่งมอบที่ใด ซึ่งโดยปกติจะกำหนดเป็นราคา ณ ปากหลุม
       
        เพื่อให้เอกชนทุกรายรวมทั้ง ปตท. สามารถประมูลโดยทราบต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งก๊าซทางระบบท่ออย่างชัดเจน รัฐน่าจะต้องคิดอ่านกำหนดให้มีการโอนระบบท่อก๊าซธรรมชาติไปเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรของรัฐ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานด้านปิโตรเลียมเป็นของกลางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาร่วมใช้ได้เท่าเทียมกัน และเท่าเทียมกับ ปตท.
       
        ดังนั้น การจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติจะนำไปสู่การแบ่งแยกและโอนระบบท่อก๊าซออกไปเป็นของส่วนกลางที่บริหารโดยภาครัฐ เช่นเดียวกับระบบถนน ระบบการสัญจรทางน้ำ เป็นต้น จึงย่อมจะกระทบทั้งรายได้และกำไรของ ปตท. ใช่หรือไม่?
       
        ดังนั้นการอ้างว่าภาคประชาชนประสงค์จะให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเพียงเพื่อให้ถอยหลังเข้าคลอง ถอยกลับไปใช้ระบบผูกขาดในกิจการการผลิตปิโตรเลียม ถอยกลับไปใช้ระบบที่ล้มเหลวในประเทศอื่นมาแล้ว จึงกระตุ้นให้รัฐบาลไม่ต้องตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น แท้ที่จริงแล้วก็เพื่อสานต่อไพ่ฝากจากการแปรรูป ปตท. ในสมัยรัฐบาลทักษิณ เพื่อปกป้องและโอบอุ้มไอ้โม่งและผู้อ้างว่าเป็นผู้มีอุปการคุณ ถือหุ้นอยู่ใน ปตท. ใช่หรือไม่?
       
        30 มีนาคม พ.ศ. 2560 นี้เราจะได้มีความชัดเจนกันเสียทีว่ารัฐประหารมาครั้งนี้จะเสียของ โดยปล่อยสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติเห็นชอบกฎหมายปิโตรเลียมที่เป็นมรดกบาปส่งต่อให้ลูกหลานหรือไม่? และสื่อมวลชนอาวุโสที่รับงานมาจะสำนึกบ้างหรือไม่ว่าได้ร่วมขบวนการทำความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างไรบ้าง?
       
        เพราะกระบวนการแปรรูปในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ก็คือการถ่ายโอนผลประโยชน์จากทรัพย์สินและทรัพยากรด้านพลังงานของรัฐให้เป็นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเอกชนจริงหรือไม่? และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังจะรับไพ่ฝากมรดกบาปนี้จากรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ต่อไปหรือไม่?
       
        หรือว่าจะรับต่อยอดมากินแบบเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงหรือเปล่า!?
       
       


จำนวนคนโหวต 38 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017