การเดินทางไปดาวอังคารของ Red Dragon

โดย สุทัศน์ ยกส้าน   
19 พฤษภาคม 2560 13:31 น. (แก้ไขล่าสุด 26 พฤษภาคม 2560 16:57 น.)
การเดินทางไปดาวอังคารของ Red Dragon
ภาพจำลองการลงจอดของ Red Dragon บนดาวอังคาร (SpaceX)
        เมื่อวันที่ 27 เมษายนปีกลายนี้ Elon Musk ในสังกัดบริษัท Space X ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทาง Twitter ว่า บริษัทจะส่งยานไร้คนชื่อ Red Dragon ไปดาวอังคารในปี 2018
       
       อีก 5 เดือนต่อมาในที่ประชุม International Astronautical Conference ที่เมือง Gaudalajara ในเม็กซิโก Musk ได้อธิบายแผนว่า มีกำหนดจะนำคนจำนวนประมาณ 100 คนขึ้นจรวด Space X ไปเยือนดาวอังคาร โดยการเดินทางเที่ยวแรกจะเริ่มดำเนินการในปี 2024 และได้กล่าวเสริมว่า ผู้โดยสารทุกคนต้องยอมรับว่า ทุกคนมีโอกาสจะเสียชีวิตในการเดินทาง
       นับเป็นเวลานานแล้วที่มนุษย์ได้ใฝ่ฝันจะไปเยือนดาวเคราะห์แดงดวงนี้ แต่ยังไม่สามารถจะทำได้ จึงมีจินตนาการมากมายเกี่ยวกับดาวดวงนี้ เช่น มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ และเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเลิศล้ำ เช่น สามารถขุดคลองยาวเป็นพันกิโลเมตรได้ อีกทั้งสามารถแปรทะเลทรายให้เป็นสวนสวรรค์แห่ง Eden ก็ได้
       
       การสำรวจด้วยกล้องโทรทรรศน์ และดาวเทียมที่ถูกส่งไปโคจรรอบดาวอังคารต่างก็แสดงให้เห็นว่า ไม่มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดาวอังคาร กระนั้นผู้คนก็ยังสนใจ และคลั่งไคล้ในความลึกลับของดาวดวงนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนดาวแฝดกับโลก เพราะมีสภาวะทางกายภาพที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตเหมือนโลกมากที่สุด
       
       ดาวอังคารโคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าโลก จึงมีความเร็วน้อยกว่า และทุก 26 เดือนโลกกับดาวอังคารจะอยู่ใกล้กันที่สุด เป็นระยะทางประมาณ 56.3 ล้านกิโลเมตร อุณหภูมิที่ผิวดาว ในฤดูร้อนอาจสูงถึง 0 องศาเซลเซียส และต่ำถึง – 130 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว อุณหภูมิโดยเฉลี่ยมีค่า – 63 องศาเซลเซียส
       
       เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของดาวคือ ขั้วทั้งสองมีน้ำแข็ง และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่แข็งตัวปกคลุมพื้นที่ที่ขั้วดาวจึงสามารถเปลี่ยนขนาดได้ตามฤดูกาล เช่น ในฤดูร้อนบริเวณที่เป็นน้ำแข็งจะมีขนาดเล็ก แต่ในฤดูหนาวพื้นที่จะใหญ่
       
       บรรยากาศของดาวประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ มีไนโตรเจน อาร์กอน ออกซิเจน และไอน้ำบ้างเล็กน้อย ความดันอากาศมีค่าน้อยมาก คือน้อยเท่ากับความดันอากาศที่ระยะสูง 30,000 เมตรเหนือโลก ดังนั้น ขณะอยู่บนดาวอังคารถ้ามนุษย์ไม่สวมใส่ชุดอวกาศ เลือดในร่างกายจะเดือด แม้ความหนาแน่นของอากาศจะน้อย แต่บนดาวก็มีลมพัดบ้างเล็กน้อย แต่อาจนานเป็นเดือน เพราะแรงโน้มถ่วงที่ดาวอังคารกระทำต่อละอองฝุ่นในบรรยากาศมีค่าประมาณ 38% ของโลก ดังนั้น ฝุ่นจึงลอยอยู่ได้นาน สถิติกีฬาบนดาวอังคารไม่ว่าจะดีกว่าสถิติโลก
       
       การสำรวจด้วยดาวเทียม และหุ่นยนต์ที่ NASA ส่งไปถ่ายภาพ และสำรวจภูมิประเทศ ให้ข้อมูลตรงกันว่า ดาวอังคารมีขนาดเล็กกว่าโลก คือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 6,794 และ 12,756 กิโลเมตรตามลำดับ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีหุบเขา และภูเขาที่มีขนาดมโหฬาร จนทำให้ภูเขาและหุบเขาบนโลกมีขนาดเล็กเป็นของเด็กเล่น เช่น หุบเขา Valles Marineris ที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร มีความยาว 2,800 กิโลเมตร จึงยาวประมาณ 10 เท่า และกว้าง 24 เท่าของ Grand Canyon ส่วนภูเขาไฟที่ดับแล้วชื่อ Olympus Mons นับเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของระบบสุริยะ เพราะสูงประมาณ 3 เท่าของยอดเขา Mauna Kea บนเกาะฮาวาย ผิวดาวอังคารมีหลุมที่เกิดจากการถูกอุกกาบาตพุ่งชนเหมือนที่ดวงจันทร์มี
       
       เมื่อหลายล้านปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อุณหภูมิของดาวอังคารสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งอากาศและไอน้ำก็มีความหนาแน่นมากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป บรรยากาศได้เจือจางลงมาก และน้ำบนดาวอังคารก็หายไป ยกเว้นน้ำที่บริเวณขั้วดาวเท่านั้น แต่น้ำอาจแฝงอยู่ใต้ดาวก็ได้ และนี่คือสิ่งที่มนุษย์อวกาศที่จะไปเยือนดาวต้องการเห็นมากที่สุด
       
       เมื่อครั้งที่ยาน Viking I และ II ถูกส่งไปทำแผนที่ของดาวด้วยการถ่ายภาพระยะไกลเมื่อปี 1976 และมียานหุ่นยนต์ไปโคจรลงบนดาวเพื่อขุดดิน แล้ววิเคราะห์องค์ประกอบทุกยานให้ข้อมูลตรงกันว่า มีฟองแก๊สออกซิเจนเล็ดรอดออกมา ซึ่งแสดงว่า แก๊สออกซิเจนที่เห็นเป็นสิ่งที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี มิได้มาจากจุลินทรีย์บนดาว
       
       แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่มีการพบสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่นั่นก็มิได้ทำให้ทุกคนรู้สึกผิดหวัง เพราะหลายคนเชื่อว่าการไม่พบสิ่งมีชีวิตเป็นปริศนาที่น่าสนใจ เพราะทำให้ทุกคนพยายามตอบคำถามให้ได้ว่า เหตุใดดาวคู่แฝดของโลก ที่กลับแตกต่างกันมาก ในขณะที่โลกมีสิ่งมีชีวิต ดาวอังคารกลับไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย
       
       ในการจะเดินทางไปเยือนดาวอังคาร มนุษย์อวกาศต้องการเวลาเดินทางที่น้อยที่สุดเพื่อให้สิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด และพบว่าต้องใช้เวลาประมาณ 7 เดือน จากนั้นจะใช้เวลาอีก 18 เดือนเพื่อพำนักบนดาว และอีก 6 เดือนต่อมาจึงเริ่มเดินทางกลับ รวมเวลาทั้งสิ้นประมาณ 2 ปี 6 เดือน เช่น สมมติว่ามนุษย์อวกาศออกเดินทางจากโลกในวันที่ 9 มิถุนายน ปี 2020 ยานก็อาจจะเดินทางถึง

การเดินทางไปดาวอังคารของ Red Dragon
ภาพดาวอังคารบันทึกด้วยย่านแสงปกติโดยกล้อง OSIRIS ของยาน Rosetta ยานอวกาศขององค์การอวกาศยุโรป ขณะบินโฉบดาวอังคาร (ESA)
        ในประเด็นความปลอดภัย สมมติเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน มนุษย์อวกาศในยานที่กำลังโคจรรอบโลกจะสามารถแยกตัวจากยานอวกาศเพื่อลงพื้นได้ภายในเวลาเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่ถ้ายานประสบอุบัติเหตุ ขณะอยู่บนดวงจันทร์ มนุษย์อวกาศสามารถนำยานกลับโลกได้ภายในเวลา 3 วัน แต่เหตุการณ์ฉุกเฉินอาจเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลาที่มนุษย์อวกาศเดินทางไป-กลับ ดังนั้นเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ บนยานจะต้องทำงานได้อย่างไม่บกพร่อง เพราะถ้าความผิดพลาดเกิดขึ้นแม้เพียงนิดเดียว นั่นหมายถึงเขาอาจต้องสูญเสียชีวิต
       
       สำหรับเรื่องอาหารการบริโภค ขณะเดินทาง แพทย์ได้พบว่า มนุษย์อวกาศชายมักต้องการอาหารวันละ 1.4 กิโลกรัม น้ำ 2.3 กิโลกรัม และออกซิเจน 1 กิโลกรัม ส่วนมนุษย์อวกาศหญิงต้องการปัจจัยน้อยกว่า (นี่เป็นข้อดีสำหรับการส่งผู้หญิงไปดาวอังคาร ที่ต้องใช้เวลานานเพราะประหยัดปัจจัย) ถ้าผู้โดยสารมีหลายคน ปริมาณของอาหาร อากาศ และน้ำก็จะมาก ดังนั้น เพื่อลดน้ำหนักของสัมภาระ ลูกเรือต้องติดตั้งระบบการนำของเสียกลับมาใช้อีก เช่น นำปัสสาวะมากลั่นให้สะอาดเพื่อใช้ดื่ม ส่วนอุจจาระก็ต้องนำไปแปรสภาพเป็นปุ๋ย คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกหายใจออกมา จะถูกนำไปให้พืชสังเคราะห์อาหาร แล้วพืชจะปล่อยออกซิเจนออกมาให้มนุษย์อวกาศหายใจ
       
       ยานอวกาศทุกยานต้องการพลังงานในการทำงาน เช่น พลังงานไฟฟ้าเพื่อควบคุมอุณหภูมิยานและขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ซึ่งอาจจะได้จากเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) ที่ทำงานโดยการนำไฮโดรเจนมารวมกับออกซิเจนให้น้ำ หรือพลังงานสุริยะนี้ซึ่งมีข้อจำกัด เพราะยานอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นพลังงานแสงดวงอาทิตย์จึงมีประสิทธิภาพน้อยกว่าบนโลกจนต้องนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในการเดินทางแทน
       
       ในเรื่องสุขภาพ นอกจากคุณภาพของอาหาร และไร้โรคภัยไข้เจ็บแล้ว การรับรังสีคอสมิก การปรับตัวของกล้ามเนื้อในยามร่างกายอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน การเดินทางที่อ้างว้างโดดเดี่ยวเพราะถูกตัดขาดจากเพื่อนที่รู้จัก จะมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของนักเดินทางมาก และประเด็นสุดท้าย คือ การเสื่อมของกระดูก (demineralization) ซึ่งมักทำให้ส่วนสูงหดที่มักเกิดกับคนชรา จะทำให้การเดินทางมีปัญหา
       
       ครั้นเมื่อเดินทางถึงดาวอังคาร ทันทีที่ย่างเท้าออกจากยาน มนุษย์อวกาศจะรู้สึกทันทีว่า เพราะแรงโน้มถ่วงที่ลดลง จนทำให้ความรวดเร็วในการเดินลดเหลือประมาณ 60% พลังงานที่ใช้ก็จะน้อยตามจนมีค่าประมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยใช้
       
       การมีบรรยากาศที่เจือจางเหมือนกับการอยู่ที่ระยะสูง 35 กิโลเมตรเหนือโลก ทำให้อุณหภูมิและความดันอากาศบนดาวแปรปรวนมาก และเร็ว คือเวลามีพายุฝุ่น ท้องฟ้าจะเปลี่ยนสีตามเวลา ในเวลาเที่ยงวัน ขอบฟ้าจะมีสีแดงเรื่อๆ ดวงอาทิตย์จะมีสีน้ำเงิน ทั้งยามขึ้นและตก เพราะว่าบรรยากาศของดาวไม่มีชั้น ionosphere ดังนั้น การสื่อสารระหว่างคนที่อยู่ไกลจึงเป็นไปได้ยาก และเมื่อภูมิประเทศของดาวค่อนข้างราบเรียบ ดังนั้น คนสองคนที่สูงประมาณ 170 เซนติเมตร จะสามารถเห็นกันได้ แม้ทั้งสองจะอยู่ห่างกันถึง 7 กิโลเมตรก็ตาม
       
       หลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่า น้ำบนดาวอังคารได้เหือดแห้งอันตรธานไปนานแล้ว มีฝุ่นละอองของดาวมีค่อนข้างมาก และฝุ่นมีสารเคมี เช่น hydrogen peroxide เคลือบที่ผิว ส่วน quartz ก็มีบ้าง ซึ่งถ้าเข้าร่างกาย จะทำให้ปอดอักเสบเป็นโรค silicosis ดังนั้นเวลามนุษย์อวกาศเดินสำรวจพื้นที่ เมื่อกลับที่พัก เขาต้องทำความสะอาดชุดอวกาศที่สวมอยู่ให้ปราศจากฝุ่น เวลามีพายุฝน ประสิทธิภาพของเซลล์สุริยะบนยานจะลด เพราะพายุทำให้ฟ้าสลัว จนเซลล์สุริยะทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น มนุษย์อวกาศต้องนำเตาปฏิกรณ์ปรมาณูชนิดพกพาติดตัวไปด้วย
       
       สำหรับการล้มป่วย และการแพร่โรค ในการเดินทางไป-กลับ เพราะเชื้อจุลินทรีย์จากโลกอาจติดไปกับตัวยานอวกาศ และจุลินทรีย์บนดาวอังคารก็อาจเกาะติดยานกลับโลก ดังนั้นถ้ามนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกัน คนจำนวนมากก็อาจล้มตาย วิธีหนึ่งที่อาจป้องกันภัยนี้ได้ คือ ใช้วิธีกักตัวนักเดินทางเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อตรวจสอบสภาพร่างกาย ดังนั้นการรู้ตัวล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดบนดาวอังคารปลอดภัยที่สุด จึงเป็นเรื่องจำเป็น
       
       ในอนาคตผู้คนจำนวนล้านจะเดินทางไปดาวอังคาร เพื่อตั้งรกราก คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ คือ หลังจากที่ได้ไปดาวอังคารแล้ว มนุษย์จะไปดาวดวงใดต่อ และเราจะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ของดาวเหล่านั้น เหมือนดังที่เรากำลังทำโลกในทุกวันนี้หรือไม่ และนี่คือข้อควรสังวรณ์ เพราะเรากำลังจะเล่นบทบาทเทวดา ผู้กำหนดชะตาความเป็นไปของดาวต่างๆ ในระบบสุริยะ
       
       อ่านเพิ่มเติมจาก The Case for Mars: The Plan to settle the Red Planet and Why We Must โดย Robert Zubrin จัดพิมพ์โดย Simon and Schuster ปี 2006

การเดินทางไปดาวอังคารของ Red Dragon
       

       

       
       เกี่ยวกับผู้เขียน
       
       สุทัศน์ ยกส้าน
       ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
       
       อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์

จำนวนคนโหวต 11 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 10 คน
91 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
9 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017