กรณีหมูหยอง : อย่ามองแค่ปรากฏการณ์ปลายเหตุ/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน   
17 พฤษภาคม 2560 12:54 น. (แก้ไขล่าสุด 17 พฤษภาคม 2560 22:13 น.)
กรณีหมูหยอง : อย่ามองแค่ปรากฏการณ์ปลายเหตุ/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
        ปัญหาเรื่องความรุนแรงในสังคมไทยยังเกิดขึ้นรายวัน และนับวันจะยิ่งเพิ่มดีกรีความรุนแรงมากขึ้น ชนิดที่คาดไม่ถึงก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดั่งกรณีล่าสุดของเยาวชนที่ชื่อ “หมูหยอง” ก็สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก เพราะคาดไม่ถึงต่อกรณีไม่ยี่หระต่อการฆ่าผู้อื่น แล้วยังแสดงออกว่าไม่สะทกสะท้านต่อการกระทำของตัวเองด้วย
       
       แน่นอนว่าไม่มีใครรับได้ต่อพฤติกรรมเยี่ยงนี้ !
       
       แต่คำถามก็คือ อะไรทำให้หมูหยองเดินมาถึงจุดนี้?
       
       ปัญหาเรื่องความรุนแรงในสังคมไทยนับวันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พร้อม ๆกับระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
       
       และแน่นอนต้องมีทั้งต้นเหตุ และตัวแปรที่ทำให้คนๆ หนึ่งมีพฤติกรรมอันตรายเช่นนี้
       
       ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่ากรณีดังกล่าวต้องไปดูด้วยว่ารากฐานของเขาเติบโตมาอย่างไร ถูกครอบครัวเลี้ยงดูแบบไหน และสภาพแวดล้อมรอบตัวหล่อหลอมมาอย่างไร รวมไปถึงพื้นฐานทางอารมณ์ของเขาเป็นเช่นไร
       
       ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เกิดมาแล้วเลวแต่กำเนิดหรืออยากเลว แต่องค์ประกอบชีวิตและสภาพแวดล้อมรอบตัวต่างหากที่มีส่วนอย่างยิ่ง
       
       ประเด็นเรื่องหมูหยองฆ่าผู้อื่นจนเสียชีวิตเป็นที่ประจักษ์และผิดอย่างแน่นอน และขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ประเด็นที่ดิฉันสนใจ และอยากชี้ให้เห็นเพื่อนำมาสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับสภาพปัญหาที่เด็กและเยาวชนซึมซับรับเอาความรุนแรงมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแทบทุกวี่วัน !
       
       ความรุนแรงมีหลายประเภทและหลายระดับ
       
       ประเภทแรก - ความรุนแรงทางกาย
       ประเภทที่สอง - ความรุนแรงทางจิตใจ
       ประเภทที่สาม - ความรุนแรงทางวาจา โดยเฉพาะ Hate Speed
       ประเภทที่สี่ - ความรุนแรงทางทัศนคติ อันสืบเนื่องมาจากความรุนแรงทั้ง 3 ประเภท จะก่อให้เกิดความเคยชินและยอมรับเรื่องความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
       
       เรื่องการเลี้ยงดูเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าครอบครัวใช้ความรุนแรง เด็กที่เกิดในครอบครัวประเภทนี้ก็จะซึมซับเอาพฤติกรรมเหล่านั้นไป เช่น กรณีที่เด็กถูกกระทำด้วยความรุนแรงมาตั้งแต่เล็ก เพราะก็มีพ่อแม่จำนวนมากที่ถูกกระทำมาจากพ่อแม่ของตัวเองมาตลอด พอถึงวันที่ตัวเองเป็นพ่อแม่บ้าง ก็ทำให้ใช้วิธีการจัดการปัญหาด้วยความรุนแรง โดยหารู้ไม่ว่าก็เท่ากับเป็นการสร้างพฤติกรรมที่รุนแรงต่อไปจนถึงรุ่นลูก
       การอยู่ในภาวะแวดล้อมที่มีความรุนแรง เด็กจะซึมซับเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เด็กจะกระทำความรุนแรงต่อเพื่อน และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะกระทำรุนแรงต่อครอบครัวตนเองและผู้อื่น
       
       ความจริงเรื่องการทำร้ายลูก ไม่ใช่เป็นเรื่องทางร่างกายอย่างเดียว แต่การทำร้ายทางด้านจิตใจก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เพราะพ่อแม่ที่ไม่ตีลูก กลับหันมาใช้วิธีดุด่า ต่อว่า ด่าทอ หรือตวาดเสียงดังใส่ลูกแทน กลายเป็นว่าเด็กไม่เจ็บตัว แต่กลายเป็นเจ็บใจแทน และแผลที่เจ็บใจนี่แหละที่มักฝังอยู่ในความทรงจำ ทำให้เด็กมักเครียด กลายเป็นเด็กเก็บกด หรือกดดัน หรือต่อต้านด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
       
       และสุดท้ายอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ลูกทำร้ายพ่อแม่ของตัวเอง!
       
       นอกจากนี้ เด็กกำลังขาดแบบอย่างที่ดีของสังคม เพราะเห็นแต่ภาพความขัดแย้ง การใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา ทั้งในและนอกจอ ซึ่งหากเด็กขาดต้นทุนที่ดี และเห็นแต่การแสดงออกที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ และที่น่ากลัวก็คือ กังวลว่าเด็กจะขาดมโนสำนึกที่ดี
       
       ประกอบกับการนำเสนอข่าวสารหรือรายการต่างๆ ของสื่อยุคนี้ จำนวนไม่น้อยก็ยังมีปัญหาเพราะนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือเผยแพร่ภาพความรุนแรงซ้ำๆ ย้ำๆ บ่อยๆ จนเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ขาดต้นทุนชีวิตที่ดี ไม่มีภูมิต้านทานชีวิตหรือขาดทักษะชีวิต ก็เกิดความเคยชินกับความรุนแรงซ้ำซาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งตรงถึงลูกหลานของเราเต็มๆ
       
       หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครองที่ปลูกฝังลูกมาดีก็ตาม แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมยุคนี้ข้อมูลสื่อสารมันได้วิ่งทะลุเข้าไปถึงตัวเด็กและเยาวชนโดยตรง ถ้าเราปล่อยให้เด็กและเยาวชนเสพแต่สื่อที่เต็มไปด้วยความรุนแรงจนกลายเป็นความเคยชิน พวกเขาก็ซึมซับไปอยู่ดี
       
       แล้วเราจะปล่อยให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นไปท่ามกลางภาพความรุนแรงอยู่ทุกวี่วันกระนั้นหรือ
       
       ยิ่งสังคมเต็มไปด้วยสภาพปัญหาความรุนแรง การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกยิ่งเป็นเรื่องจำเป็น พ่อแม่ผู้ปกครองอาจยกตัวอย่างให้ลูกๆ ได้ลองคิดด้วยว่าลูกรู้สึกอย่างไร เด็กบางคนอาจรู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความรุนแรง ในขณะที่เด็กบางคนชื่นชอบความรุนแรง และมองว่านั่นเป็นเกมอย่างหนึ่ง แต่เด็กอีกประเภทหนึ่งอาจรู้สึกสับสนก็ได้
       
       ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกมองปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ควรต้องมองทะลุให้เห็นถึงต้นเหตุของปัญหา มิเช่นนั้นแล้ว เราจะต้องเจอกรณีแบบ “หมูหยอง” แบบซ้ำซากอีกต่อไป

จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
67 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
33 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017