ก.อุตฯ ขอเวลา 6 เดือน ทำแผนลดละเลิก “แร่ใยหิน”

โดย MGR Online   
26 กันยายน 2554 15:09 น.
ก.อุตฯ ขอเวลา 6 เดือน ทำแผนลดละเลิก “แร่ใยหิน”
ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
        เครือข่ายแพทย์ 3 สมาคม-เครือข่ายผู้บริโภค กว่า 50 คน ยื่นหนังสือร้อง รมว.อุตสาหกรรม เร่งรัดมาตรการสังคมไทยไร้แร่ใยหิน แพทย์เผยตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจากแร่ใยหินไคร์โซไทล์ เพิ่มอีก 2 ราย ด้านผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นคาด ไทยเจอพิษมะเร็งจากแร่ใยหินอีก 1,000 คน/ปี หากไม่ยกเลิกการนำเข้าไคร์โซไทล์  ด้าน ก.อุตฯ ขอเวลา 6 เดือน ทำแผนลดละเลิก “แร่ใยหิน”
       
       วันนี้ (26 ก.ย.) ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นพ.อดุลย์ บัณฑุกุล เลขาธิการสมาพันธ์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  ประกอบด้วย 3 สมาคม คือ  สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย สมาคมการพยาบาลอาชีวอนามัยแห่งประเทศไทย และสมาคมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมด้วย เครือข่ายแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กว่า  50 คน เป็นตัวแทนจากเครือข่ายนักวิชาการและเครือข่ายภาคประชาสังคม เดินทางมายื่นหนังสือติดตาม “มาตรการสังคมไทยไร้แร่ใยหิน” พร้อมเสนอเอกสารทางวิชาการ และข้อมูลทางด้านการแพทย์เพื่อสนับสนุน ตามมติ ครม.วันที่ 12 เม.ย.2554 ให้พิจารณาห้ามนำเข้าแร่ใยหิน โดยขอเข้าพบ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
                  
       นพ.อดุลย์ เปิดเผยว่า สมาพันธ์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งมี รศ.นพ.ศุภชัย    รัตนมณีฉัตร เป็นนายกสมาพันธ์ ได้ร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายต่างๆ โดยเฉพาะเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ได้ศึกษาถึงอันตรายและผลกระทบของแร่ใยหินทุกชนิด เพื่อสนับสนุนและผลักดันนโยบายที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานและประชาชน โดยสมาพันธ์ฯ มีข้อมูลทางวิชาการนำเสนอต่อ รมว.อุตสาหกรรม ดังนี้ 1.มีหลักฐานชัดเจนว่า แร่ใยหินไคร์โซไทล์เป็นสารก่อมะเร็งและก่ออันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ 2.เหตุผลการยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรงของโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดในประเทศไทย และ 3.ขอให้ รมว.อุตสาหกรรมเร่งรัดและติดตามมาตรการสังคมไทยไร้แร่ใยหินตามมติ ครม.วันที่ 12 เม.ย.2554 ซึ่งการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ การยกเลิกไม่ให้มีการใช้ไคร์โซไทล์ในผลิตภัณฑ์ โดยมีข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2553 จากภาคประชาชนได้เสนอมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินภายในปี 2555 และให้ดำเนินการควบคุมให้แร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อย่างเร่งด่วน ภายในปี 2554                                                                                                      
       นพ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า จากการที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเห็นชอบไม่ปรับปรุงให้แร่ใยหินไคร์โซไทล์เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้คงไว้เป็นชนิดที่ 3 เหมือนเดิม ทำให้บริษัทผู้ผลิตยังสามารถนำเข้า ผลิต และครอบครองแร่ใยหินไครโซไทล์ได้ และยืดเวลาการห้ามนำเข้าออกไปอีก 1 ปี  เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.วันที่ 12 เม.ย. 2554 ที่ระบุว่า “ห้ามผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์ที่ใช้วัตถุดิบอื่นหรือใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนได้” เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยาง ท่อน้ำ และผ้าเบรก เป็นกลุ่มที่ใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบมากกว่า 90% ซึ่งระบุว่า มีสารทดแทนแล้ว  จะเห็นจากการที่บริษัทที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ 2 แห่งคือ บริษัทเอสซีจี จำกัดและบริษัทมหพันธ์ไฟเบอร์ซึ่งมีสัดส่วนการตลาด  70% ได้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ในกระบวนการผลิต  ทางสมาพันธ์ฯ และเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค มีความห่วงใยต่อปัญหาดังกล่าว ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยผลักดันเชิงนโยบายให้เป็นไปตามมติ ครม.และกำกับให้กลุ่มธุรกิจของไทยแสดงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อสังคม สร้างสุขภาพที่ดีให้แก่แรงงานไทย
       
       “จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปี 2551 พบผู้มีความผิดปกติที่มีอาการเข้าได้กับโรคจำนวน 39 ราย และพบผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจากเหตุอาชีพ 1 รายในปี 2553 แอสเบสโตซิส 3 ราย มีอาการเข้าได้กับแอสเบสโตซิส 7 ราย เยื่อหุ้มปอดหนา 37 ราย ที่สำคัญขณะนี้มีการตรวจพบผู้ต้องสงสัยที่อาจป่วยเป็นมะเร็งเยื่อหุ้มปอดที่มีประวัติสัมผัส สูดดมแร่ใยหินอย่างต่อเนื่องเพิ่มอีก 1 ราย ขณะนี้รอการตรวจยืนยันชิ้นเนื้อ และยังมีแรงงาน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่อาจป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจอีก 1 ราย  เหตุที่สถิติของอัตราการเกิดโรคยังมีน้อยอยู่นั้น เพราะขาดระบบการบันทึกประวัติการทำงาน ประวัติการสัมผัสที่ต้องเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลสุขภาพ ส่งผลต่อระบบการวินิจฉัยโรค รวมทั้งยังขาดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับแร่ใยหิน” เลขาธิการสมาพันธ์ฯ กล่าว และว่า ส่วนกรณีที่ผู้ใช้น้ำประปาเกรงว่า ท่อส่งน้ำประปาที่มีส่วนประกอบจากท่อใยหินนั้น เป็นอันตรายหากนำน้ำมาบริโภค ไม่เป็นความจริง เนื่องจากโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจะเกิดจากการสูดดม สัมผัสแร่ใยหินที่ฟุ้งกระจายจากเศษวัสดุเท่านั้น
                  
       นพ.อดุลย์ กล่าวว่า หากกระทรวงอุตสาหกรรม ยังไม่เร่งออกมาตรการป้องกันและยกเลิกแร่ใยหิน จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพแรงงานไทยและคนไทยอย่างมาก โดยนักวิชาการจากญี่ปุ่นได้ทำวิจัยคาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งเยื่อหุ้มปอดจากการสัมผัสแร่ใยหินไคร์โซไทล์ 1,000 รายต่อปี และอนาคตอันใกล้คาดว่าจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากยังปล่อยให้มีการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ จะส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลมหาศาล และยังไม่นับความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของแรงงานไทย สุดท้ายแล้วจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทยต่อไป
                  
       ด้านนายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะผู้รับมอบแทน รมว.อุตสาหกรรม  กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ได้นิ่งเฉย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำแผนศึกษาการทำลด  ละ เลิกการนำเข้าแร่ใยหิน ตามมติ ครม.12 เม.ย.54 ที่จะให้สังคมไทยไม่ต้องใช้แร่ใยหิน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ขอเวลาในกำหนดกรอบและวางแนวทาง 6 เดือน จากนั้นจะเปิดให้ภาคีและเครือข่ายต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหินไคร์โซไทล์อย่างเป็นระบบต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องขอเวลา เพราะมีผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ยังไม่สามารถหาวัตถุดิบอย่างอื่นมาทดแทนแร่ใยหินไคร์โซไทล์ได้ หากประกาศให้แร่ใยหินไครโซไทล์เป็น วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ประเทศไทยจะไม่สามารถนำเข้ามาใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตได้เลย

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017