สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 เม.ย.2560

โดย MGR Online   
29 เมษายน 2560 17:28 น. (แก้ไขล่าสุด 11 พฤษภาคม 2560 15:15 น.)
       
คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. โปรดเกล้าฯ วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวง ร.9” 26 ต.ค. ด้าน ครม.ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 เม.ย.2560
        เมื่อวันที่ 25 เม.ย. พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.ได้รับทราบผลการดำเนินการของคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งที่ประชุมได้มีหนังสือเรียนราชเลขาธิการ ขอให้นำผลการประชุมของคณะกรรมการกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทานพระราชวินิจฉัยใน 3 ประเด็น คือ 1.หมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.2560 2.การจัดทำภาพประดับซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชน เห็นสมควรเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมพระบรมโกศ โดยได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตบันทึกภาพพระบรมโกศบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และ 3.การจัดนิทรรศการภายหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา 30 วัน คือ ระหว่างวันที่ 1-30 พ.ย.2560 โดยจะมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน สำนักราชเลขาธิการแจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุม และพระราชทานตามที่ขอรับพระมหากรุณา
       
       นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสนอให้วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค.2560 เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในงานพระราชพิธี ซึ่งทาง ครม.ได้อนุมัติให้วันที่ 26 ต.ค. เป็นวันหยุดราชการ ส่วนวันอื่นๆ ณ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการอนุมัติ คงต้องรอให้คณะกรรมการดำเนินการเสนอให้มีการพิจารณาวันอื่นๆ อีกครั้งหนึ่ง
       
       2. ครม.งุบงิบอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3.6 หมื่นล้านตั้งแต่ 18 เม.ย. อ้างเรื่องลับไม่แถลง ด้าน “ศรีสุวรรณ” ยื่น สตง.ตรวจสอบ!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 เม.ย.2560
(บนซ้าย) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหม (บนขวา) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ล่าง) ภาพตัวอย่างเรือดำน้ำ
        เมื่อวันที่ 24 เม.ย. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายอมรับกรณีมีข่าวว่าคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำตามที่กองทัพเสนอตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ครม.มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวจริง โดยจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส เอส 26 ที จากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ไม่มีอะไรลับลมคมใน และว่า การจัดซื้อดังกล่าวเป็นงบผูกพัน ไม่ได้จ่ายเงินครั้งเดียว แต่จะทยอยจ่าย
       
       พล.ท.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมผู้เกี่ยวข้องจากกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในที่ประชุม ครม.ว่า มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ ไม่ใช่อยากได้ตามประเทศอื่น แต่กองทัพเรือประเมินจากภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทย ประเมินจากความมั่นคงทางท้องทะเล จึงต้องมีการศึกษาแนวทางป้องกันทางทะเล เพื่อการป้องกันภัยคุกคามที่มีศักยภาพเหนือกว่า
       
       วันต่อมา(25 เม.ย.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์นักข่าวหลังถูกถามถึงกรณีที่ ครม.อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนว่า เรื่องนี้อธิบายมานานแล้ว และว่า การซื้อ จะซื้อทีละลำ เพราะกว่าจะได้ลำหนึ่งใช้เวลา 5-6 ปี จึงได้มีการวางแผนระยะยาว โครงการนี้จะใช้เวลาทั้งหมด 11 ปีกว่าจะได้ทั้งหมด 3 ลำ พร้อมยืนยันว่า ทุกอย่างทำตามขั้นตอน ไม่น่าจะมีอะไรที่น่าสงสัย
       
       พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า ครั้งนี้เป็นการจัดซื้อในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) โดยตรง สาเหตุที่กองทัพเรือเลือกซื้อจากจีน เนื่องจากมีเหตุผล เพราะราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับ 9 ประเทศ ทุกประเทศแพงกว่าหมด นอกจากประเทศอื่นมีราคาแพงแล้ว ยังไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ติดมาด้วย และสามารถดำน้ำได้นานสูงสุด 21 วัน ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปแล้วการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้ใช้งบประมาณเท่าไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทั้งหมด 36,000 ล้านบาท จำนวน 3 ลำ ส่วนรายละเอียดจะแบ่งจ่ายอย่างไร สื่อไม่จำเป็นต้องรู้ เอาเป็นว่าใช้เวลาทั้งหมด 11 ปี เป็นการทยอยจ่าย ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องดังกล่าวเมื่อผ่านการเห็นชอบของ ครม.แล้ว ไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เพราะว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารลับ เขาไม่เปิดเผยกัน ทุกเรื่องที่เป็นเอกสารลับ ไม่ว่าจะเป็น ครม.ไหนก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นเอกสารทางด้านยุทธศาสตร์ เรื่องยุทธวิธี เป็นเอกสารลับทั้งหมดอยู่แล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีเอกสารลับทั้งหมด”
       
       ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงอีกครั้งกรณีไม่มีการแถลงข่าวมติ ครม.ที่อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ โดยอ้างว่า ครม.มีวาระเพื่อพิจารณาหลายเรื่อง จึงไม่สามารถแถลงข่าวทุกเรื่องได้ จะหยิบยกเฉพาะวาระที่น่าสนใจมาแถลง และว่า การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ก็ไม่มีผู้สื่อข่าวถามเรื่องเรือดำน้ำ ประกอบกับกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม เจ้าของเรื่อง กำหนดให้วาระดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับมาก จึงไม่มีการแถลงข่าว ยืนยัน ไม่มีเจตนาปกปิดแต่อย่างใด การจัดซื้อนี้จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลจะหมกเม็ด เพราะทั้งหมดเป็นเงินภาษีของประชาชน
       
       ทั้งนี้ การอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำของ ครม.โดยไม่แถลงให้สาธารณชนทราบ ทำให้สังคมเกิดความกังขาถึงความโปร่งใสและความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดซื้อ ซึ่งหลายฝ่ายได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องดังกล่าว ได้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำต้องคำนึงถึงว่า เมื่อมีเม็ดเงินจำกัด ฝ่ายบริหารต้องพิจารณาว่าจะใช้อะไรเป็นอย่างแรก เพราะทราบว่ารัฐบาลมีความจำเป็นถึงขนาดจะยอมยกเลิก 30 บาท แต่กลับไปซื้อเรือดำน้ำ ตรงนี้ต้องพิจารณาว่าอะไรเร่งด่วนกว่ากัน “เทียบกับงบประมาณที่บ้านเมืองมีความต้องการในการใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า อย่างไหนคุ้มค่ากว่ากัน”
       
       ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้เข้ายื่นหนังสือขอให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตรวจสอบกรณี ครม.มีมติให้กองทัพเรือซื้อเรือดำน้ำจากจีน เนื่องจากการซื้อครั้งนี้มีข้อสงสัยจากสาธารณชน ทั้งการจัดทำทีโออาร์และสมรรถนะของเรือดำน้ำอาจจะไม่เหมาะต่อการใช้งานจริง เนื่องจากอ่าวไทยมีระดับน้ำลึกเพียง 25-60 เมตรเท่านั้น และขณะนี้ยังไม่มีความขัดแย้งในประเทศรอบข้าง จึงไม่มีเหตุจำเป็นในการสะสมยุทโธปกรณ์ดังกล่าว “การที่รัฐบาลซื้อเรือดำน้ำมูลค่าสูง 36,000 ล้านบาท โดยไม่คำนึงถึงฐานะการคลังของประเทศ และขณะนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากวิกฤษเศรษฐกิจ จึงอยากให้ สตง.ช่วยดูว่าทีโออาร์เอื้อประโยชน์ต่อประเทศจีนหรือไม่ รวมถึงอยากให้ตรวจสอบว่าคณะกรรมการจัดทำทีโออาร์ การใช้อำนาจของกองทัพเรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงและคณะรัฐมนตรี เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ หรือไม่”
       
       ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ครม.อนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนว่า เมื่อมีการอนุมัติไปแล้วแต่ไม่ได้แถลงมติ จนกระทั่งมีคนไปรู้ จึงทำให้ไม่ค่อยงดงามเท่าไร เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยก็มีอยู่แล้ว “ยิ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ คนจำนวนมากยังเดือดร้อนอยู่ เงินจำนวนที่ไปใช้ตรงนี้ก็ไม่ใช่น้อย ผมไม่ได้บอกให้มาเปิดเผยทุกอย่าง จนกระทบความมั่นคง แต่คำว่าโปร่งใสคือ อย่าทำให้คนเขาสงสัยว่า ทำไมต้องปิดบังอะไรกัน ในเมื่อไม่สามารถปิดบังได้ สุดท้ายทุกคนก็รู้ว่ามีการจัดซื้อและอนุมัติแล้ว”
       
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเริ่มจากการกำหนดความต้องการของกองทัพเรือในการพัฒนาระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ และผ่านคณะกรรมการพิจารณามาหลายระดับตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในระเบียบ จนถึงกระทรวงกลาโหม จึงนำเข้าสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรี เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพเรือ ที่กองทัพเรือได้รับการจัดสรรไปแล้ว ตาม พ.ร.บ. จัดสรรงบประมาณประจำปี และเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะให้กองทัพเรือจัดแถลงในเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า นายกรัฐมนตรี ขอให้รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่อยากให้ฟังแต่การชี้แจงและวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน
       
       ด้านกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ แจ้งว่า กองทัพเรือได้มอบหมายให้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมคณะ เป็นผู้ชี้แจงโครงการจัดหาเรือดำน้ำอย่างเป็นทางการ ในวันจันทร์ ที่ 1 พ.ค.นี้ เวลา 15.00 น. ที่โรงเก็บอากาศยาน เรือหลวงจักรีนฤเบศร ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี
       
       3. เลขาธิการนายกฯ ยันมีคำสั่งไล่ “ธาริต” ออกจากราชการแล้วตามมติ ป.ป.ช.กรณีร่ำรวยผิดปกติ ด้าน “วิษณุ” ชี้ หมดสิทธิ์อุทธรณ์!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 เม.ย.2560
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษานายกฯ และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)
        เมื่อวันที่ 24 เม.ย. พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงกรณีมีคำสั่งลงโทษนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้วยการไล่ออกจากราชการว่า เป็นการดำเนินการตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่า นายธาริตร่ำรวยผิดปกติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติและมีหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่า 346,652,588 บาท เป็นการดำเนินการตามมาตรา 80(4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติแล้ว ให้ประธาน ป.ป.ช.แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการสั่งลงโทษไล่ออก หรือปลดออก ถือว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
       
       พล.อ.วิลาศ กล่าวว่า แต่เดิม นายธาริตดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีคำสั่งให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นอำนาจของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นผู้ออกคำสั่ง
       
       พล.อ.วิลาศ กล่าวอีกว่า สำนักเลขาธิการนายกฯ ได้รับเรื่องดังกล่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการกรณีดังกล่าว มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่กล่าวมาได้ให้ความเห็นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันว่า กรณีนี้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 80(4) โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอื่น ประกอบกับที่ผ่านมา การทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดร้ายแรง ควรลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงได้มีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา
       
       ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเลขาธิการนายกฯ มีคำสั่งไล่นายธาริตออกจากราชการตามมติ ป.ป.ช.ว่า การไล่ออกมี 2 อย่างคือ 1.ไล่ออกเพราะมีการดำเนินการทางวินัย ก็อุทธรณ์ไปที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) ได้ 2.คือลงโทษทางวินัยตามที่ ป.ป.ช.ได้แจ้งมา กรณีนี้ไม่สามารถไปอุทธรณ์ที่ไหนต่อไปได้ ถือว่ายุติที่คำสั่ง ป.ป.ช. ไม่ทราบว่าในกรณีของนายธาริตลงโทษด้วยเรื่องใด แต่เข้าใจว่าลงโทษตามที่ ป.ป.ช.แจ้งความผิดมา
       
       4. เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค จี้ กกพ.ทบทวนขึ้นค่าเอฟที ชี้ทำร้าย ปชช. พร้อมกังขา ราคาก๊าซฯ ทั่วโลกแนวโน้มลด แต่ กกพ.อ้างขาขึ้น!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 เม.ย.2560
เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคหลายองค์กร แถลงคัดค้านมติ กกพ.ที่ขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ 12.52 สตางค์/หน่วย พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนและยุติการขึ้นค่าเอฟที
        เมื่อวันที่ 28 เม.ย. คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายสลัมสี่ภาค และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชน ได้แถลงข่าวคัดค้านกรณีที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 19 เม.ย.มีมติปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ 12.52 สตางค์/หน่วย โดยให้เหตุผลว่า ราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มสูงขึ้น
       
       ทั้งนี้ ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านบริการสาธารณะ คอบช. ชี้ว่า การคาดการณ์ของ กกพ. ที่ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นนั้น สวนทางกับความเป็นจริงที่แนวโน้มของราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมมีแนวโน้มลดลงตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ราคาก๊าซฯ ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งราคาก๊าซจากพม่าด้วย "โดยสรุปท่ามกลางราคาก๊าซธรรมชาติปากหลุมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 18 เดือนทีผ่านมา ถ้าสมมติว่าราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจริงตามที่ กกพ.คาด ค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นก็ไม่เกิน 5 สตางค์/หน่วย แต่ทำไม กกพ.ถึงคาดการณ์สูง และสูงกว่าที่ กฟผ.คาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ"
       
       ขณะที่ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ายึดตัวเลขตามที่ กกพ.คาดไว้ ก็ต้องขึ้นไม่ถึง 12 สตางค์/หน่วย ถือว่าการคาดการณ์นั้นผิดพลาด จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรเลย
       
       ด้านนายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า การประกาศขึ้นค่าเอฟที ทำให้คนจนทั่วประเทศรู้สึกวิตก ขณะนี้บางชุมชนจ่ายค่าไฟหน่วยละ 8 บาท บางชุมชนหน่วยละ 10 บาท ในขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนให้มีมากขึ้น และการจะขึ้นค่าเอฟทีมาจากการคาดการณ์โดยไม่มีเหตุผล
       
       ขณะที่นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนในชุมชนแออัดจะใช้ไฟพ่วงกัน มีทั้งบ้านเช่า เวลาได้รับการลดหย่อน ก็ไม่เคยได้รับการยกเว้น เพราะการพ่วงไฟมาใช้ร่วมกัน ค่าไฟตก 8-12 บาท บางบ้านใช้ค่าไฟเดือนละ 2,000 กว่าบาท การขึ้นค่าไฟ ถือว่าเป็นการทำร้ายพวกเราทั้งทางตรงและทางอ้อม การขึ้นค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือว่าไม่เป็นธรรมสำหรับพวกเรา และคนทุกกลุ่มในสังคม เพราะประชาชนควรได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่รัฐสนับสนุน
       
       ด้าน น.ส.สารี เผยว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาการเก็บค่าไฟบ้านเช่า-หอพักราคาแพง จำนวนไม่น้อย เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง จึงได้รับผลกระทบจากการปรับค่าเอฟทีอยู่แล้ว น.ส.สารี กล่าวด้วยว่า อยากเห็น กกพ. ทบทวน การขึ้นค่าเอฟที 12 สตางค์ เพราะเป็นการคาดการณ์ที่ไม่มีเหตุผล "อยากให้ กกพ.ออกมารับผิดชอบ โดยจะทำจดหมายเป็นทางการขอให้ทบทวนและยุติการปรับขึ้นค่าเอฟที 12 สตางค์ เพราะเงิน 12 สตางค์ต่อหน่วย โดยรวมคิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท เป็นการเอาเงินจากคนจนไปสนับสนุนภาคเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เป็นธรรม รัฐบาลควรจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน”
       
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการ กกพ.ในฐานะโฆษก กกพ.ได้ออกมายืนยันว่า จะไม่มีการทบทวนการปรับขึ้นค่าเอฟทีแน่นอน และว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.-3 พ.ค. ก่อนจะนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณา และให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟตามสูตรการคำนวณต่อไปภายในวันที่ 15 พ.ค. ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี เพราะตั้งแต่ กกพ.ชุดนี้เข้ามาบริหารงาน ได้คำนวณต้นทุนพร้อมดูแลประชาชนตลอด โดยลดเอฟทีไปถึง 58 สตางค์ต่อหน่วย
       
       นายวีระพล กล่าวด้วยว่า “ที่ผ่านมาเอฟทีลดลง เพราะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนผลิตไฟฟ้าปรับลดลง ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แต่ปัจจุบันราคาเชื้อเพลิงปรับขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว บวกกับประเทศไทยมีการใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน และมีต้นทุนล่าสุดอยู่ที่ 21.77 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่ง กกพ.ก็พยายามดูแล และเพิ่งปรับขึ้นครั้งนี้ จึงไม่อยากให้ตระหนก เพราะเป็นไปตามกลไกต้นทุนที่แท้จริง”
       
       5. ศาลออกหมายจับ “บอส” ทายาทกระทิงแดงแล้ว หลังเบี้ยวนัดอัยการซ้ำซากคดีขับรถชนดาบตำรวจเสียชีวิต!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 เม.ย.2560
นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทผู้ก่อตั้งเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ผู้ต้องหาคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต
        เมื่อวันที่ 27 เม.ย. เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทผู้ก่อตั้งเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ผู้ต้องหาคดีขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2555 ว่า ตามที่อัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ได้นัดนำตัวนายวรยุทธให้มาพบอัยการในวันที่ 27 เม.ย. ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายวรยุทธได้ส่งทนายความมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีออกไปอีก โดยอ้างเหตุเร่งด่วนไปจัดการธุรกิจที่ประเทศต่างๆ ซึ่งอัยการเห็นว่า นายวรยุทธ ผู้ต้องหาได้ส่งทนายความขอเลื่อนคดีด้วยเหตุลักษณะเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่องหลายครั้งแล้ว มีเจตนาประวิงคดีและหลบหนี ดังนั้นนายสุทธิ กิตติศุภพร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี โดยเป็นไปตามที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด มีคำสั่งกำชับไม่ให้ผู้ต้องหาเลื่อนคดีอีก และว่า หากนายวรยุทธไม่เข้ามาพบอัยการตามกำหนด จะให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีหนังสือไปยังพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อในวันที่ 28 เม.ย. เพื่อยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป
       
       ซึ่งในที่สุด นายวรยุทธก็ไม่มาพบอัยการตามกำหนด ทางอัยการจึงประสานตำรวจ สน.ทองหล่อเพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับต่อไป โดยเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ตำรวจได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขออนุมัติออกหมายจับนายวรยุทธ ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาไม่หยุดรถเพื่อให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันที ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับตามที่ขอ
       
       พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผกก.สน.ทองหล่อ เผยว่า หลังจากนี้ ทางตำรวจจะนำหมายศาลมาลงในระบบ เพื่อประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน หากพบว่ามีความเคลื่อนไหวในประเทศไทย สามารถจับกุมตัวได้ทันที
       
       ด้านนายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เผยว่า เมื่อศาลออกหมายจับแล้ว จะต้องติดตามจับผู้ต้องหาให้ได้ก่อนคดีขาดอายุความ หากผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศ ตำรวจต้องสืบสวนให้ชัดเจนก่อนว่า ผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ที่ใด และอยู่ในประเทศอังกฤษตามที่สื่อนำเสนอหรือไม่ หากระบุที่อยู่ได้ชัดเจนแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมคำสั่งฟ้องของอัยการ ประกอบการพิจารณาอัตราโทษตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ที่มีเงื่อนไขระบุโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป คดียังไม่หมดอายุความ และไม่เป็นคดีความผิดทางการเมืองและการทหาร ย่อมสามารถเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
       
       นายอำนาจ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเคยมีผู้ต้องหาคดีขับรถชนตายที่ประเทศอังกฤษหนีเข้ามาอาศัยในไทย และอังกฤษขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาแล้ว เราก็ดำเนินการให้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าข้อหาดังกล่าวเคยมีการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกัน แต่ถ้าประเทศอังกฤษปฏิเสธคำขอของไทยด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เราก็จะใช้ พ.ร.บ.ความร่วมมือคดีอาญาระหว่างประเทศ ขอให้ประเทศอังกฤษเริ่มดำเนินคดีใหม่ที่ประเทศอังกฤษได้เช่นกัน โดยเราเป็นผู้ส่งหลักฐานไปให้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถกระทำได้กับทุกประเทศที่มีสนธิสัญญา และเคยมีการดำเนินการมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางอัยการสูงสุดได้กำชับว่าจะไม่ละเว้นการติดตามผู้ต้องหามาดำเนินคดี
       
       เมื่อถามว่า หากผู้ต้องหามีการย้ายประเทศพำนักอาศัยบ่อย นอกจากการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ยังสามารถใช้วิธีการประสานตำรวจสากลที่ไทยมีสนธิสัญญา 188 ประเทศได้หรือไม่ นายอำนาจกล่าวว่า การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้เตรียมตั้งคณะทำงานไว้รองรับแล้ว หากได้รับคำร้องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและครบองค์ประกอบที่จะขอผู้ร้ายข้ามแดนได้ เราสามารถที่จะยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ภายใน 7 วัน เมื่อคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปถึงประเทศปลายทาง ประเทศปลายทางก็จะเป็นผู้พิจารณาดำเนินการตามเงื่อนไข ซึ่งมีตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) คอยเป็นผู้ชี้เป้าว่าตัวผู้ต้องหาอยู่ที่ไหน ก่อนประสานตำรวจประเทศนั้นเป็นผู้จับกุม ซึ่งหากผู้ต้องหาไหวตัวทัน ย้ายประเทศที่พำนัก เราก็จะมีการดำเนินการติดตามตัวทำคำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศนั้นต่อไป แต่คำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เราเคยส่งไป ก็ยังมีผลบังคับใช้ ทำให้ผู้ต้องหาไม่สามารถกลับมาพำนักยังประเทศเดิมได้ แต่ถ้าหากนายวรยุทธมีการขอสัญชาติอังกฤษนั้น ยอมรับว่าจะทำให้เงื่อนไขการส่งตัวยากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
       
       ขณะที่นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า “คดียังไม่ขาดอายุความ โดยความผิดขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อายุความ 15 ปี จะหมดอายุความในวันที่ 3 ก.ย.2570 ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดก็ยังดำเนินการได้ และอยากจะฝากสื่อมวลชนถึงผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ฟังอยู่ว่า ความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยถือว่าไม่มีเจตนา พูดภาษาง่ายๆ เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การกระทำเจตนาไปฆ่าคน หากศาลฟังได้ว่า ผู้ต้องหารายใดก็ตามที่กระทำประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ไปดูแลญาติฝ่ายผู้สูญเสียเต็มที่ และเป็นที่พอใจ ศาลก็จะให้โอกาสเหมือนกับคดีตัวอย่างของนายศรราม เทพพิทักษ์ เมื่อเขาดูแล กระบวนการยุติธรรมก็ให้โอกาส ดังนั้นเรียกร้องให้นายวรยุทธเดินเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วดูแลญาติฝ่ายผู้สูญเสียเต็มที่ ก็น่าเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด”

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017