หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Life & Family | พ่อแม่ลูกปลูกรัก
 
เด็กพันธุ์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 หน้าตาควรเป็นอย่างไร..!!/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มิถุนายน 2555 01:05 น.
       เมื่อไม่นานนี้ ดิฉัน และ คุณนิธิดา แสงสิงแก้ว ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นพ.สุริยเดว ทริปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในรายการพ่อแม่พันธุ์ใหม่หัวใจเกินร้อย ทางสถานีวิทยุคลื่นสีขาวเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว มีหลายประเด็นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการออกแบบเด็กพันธุ์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 ว่า ควรเป็นอย่างไร ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในยุคนี้
       
       ประโยคคำถามแรกของคุณหมอสุริยเดวน่าสนใจทีเดียว ว่า ถ้ามีเด็กสองคนสอบโอเน็ต คนแรกเรียนเก่งมากสอบได้เกรด 4 ทุกวิชา แต่ไม่เคยทำกิจกรรมเพื่อส่วนร่วมเลย กับเด็กอีกคนหนึ่งเรียนใช้ได้ อาจได้เกรด 3.5 แต่เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม คำถาม คือ เราอยากได้เด็กแบบไหนกันในยุคนี้ เราจะเลือกเด็กคนไหนกัน ?
       
       ที่ผ่านมา เรามักวัดความสามารถของเด็กเก่งจากการดูที่คะแนนเป็นสำคัญ ไม่ประหลาดใจที่เด็กๆ ในยุคนี้ จึงมุ่งเน้นเรื่องการศึกษานำไปสู่การแข่งขัน และเต็มไปด้วยเด็กที่กวดวิชาเต็มบ้านเต็มเมือง ในขณะเดียวกัน เรากลับเพิกเฉยกับเด็กที่ทำกิจกรรมหรือทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม บางคนถึงขั้นมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลาด้วยซ้ำไป
       
       คุณหมอสุริยเดว กล่าวว่า “โลกยุคนี้เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม เป็นโลกไร้พรมแดน เพราะฉะนั้นกระบวนการเรียนรู้ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย สิ่งจำเป็นสำหรับเด็กในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องมี 4 ต้อง ได้แก่ ต้องมีทักษะชีวิต ต้องมีทักษะในการเรียนรู้ให้เท่าทัน ต้องบริโภคสื่อให้เป็น และต้องมีจิตสำนึกต่อโลก ทั้งหมดนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดสัดส่วนให้ดีทั้ง 4 ส่วนด้วย ขณะนี้ที่สิงคโปร์กำลังเจอะเจอปัญหานี้หนักมาก เพราะที่ผ่านมาเขาเน้นเรื่องการแข่งขันสูงมาก จนสุดท้ายทำให้ประชาชนในชาติของเขาเกิดปัญหา ตอนนี้ถึงกับต้องหันมาปรับกระบวนทัศน์กันใหม่”
       
       กระบวนทัศน์ที่เขาปรับ ก็คือ “ใช้วิธีสอนให้น้อยลง แต่เรียนรู้ให้มากขึ้น”
       
       การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเรียนหนังสือหรือเรียนวิชาการ แต่หมายถึงการเรียนวิชาชีวิต ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง
       
       ในขณะที่บ้านเรานับวันสนใจแต่เรื่องการเรียน ผู้ใหญ่ในบ้านเราส่งสัญญาณให้เด็กอย่างผิดๆ เราเน้นให้เด็กมีแต่ 3 ร.คือ เร่ง รัด เรียน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูก็ตาม ซึ่งส่งผลให้เด็กบ้านเราถูกทำให้อ่อนแอลง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการปรับกระบวนทัศน์กันใหม่หมด ต้องเริ่มทั้งจากที่โรงเรียนและครอบครัว
       
       ในส่วนของโรงเรียน
       
       ที่ผ่านมา คุณครูมักคิดว่าเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด ครูเป็นผู้พูด เป็นผู้สอน ฉะนั้น สิ่งที่ครูต้องปรับกระบวนทัศน์มี 4 ประการ
       
       หนึ่ง ปรับจากการเป็นผู้พูดฝ่ายเดียว มาเป็นผู้ฟังความรู้สึกของเด็กๆ ฝึกให้เด็กรับรู้และบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองและเพื่อน
       
       สอง เล่นบทบาทของความเป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้แนะนำ ดูแล และใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้น
       
       สาม เปิดความคิดของเด็ก อาจใช้วิธีตั้งคำถามให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็น ฝึกให้ลูกศิษย์คิดเป็นเหตุเป็นผล
       
       สี่ สร้างกระบวนการคิดให้เด็ก ให้เปิดความคิด ให้แก้โจทย์ปัญหา ฝึกให้คิดวิเคราะห์ แยกแยะให้เป็น

       
       ในส่วนของครอบครัว
       
       ที่ผ่านมา พ่อแม่มักออกแนวเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของลูก และเน้นเรื่อง เร่ง รัด เรียน มากเกินไป ควรจะปรับกระบวนทัศน์เป็น การเรียนรู้ไปด้วยกัน
       
       หนึ่ง สอนวิชาชีวิตให้ลูก สอนให้ลูกอยากเรียนรู้ไปตลอดชีวิตจากใจ ไม่ใช่หายใจเข้าออกเป็นเรื่องเรียนอย่างเดียว
       
       สอง จัดระบบในยุคเทคโนโลยี อาศัยความคิดของพ่อแม่ในเชิงระบบ ให้ลูกคิดคิดเชิงระบบให้เป็น
       
       สาม จิตสำนึกต่อโลก เป็นเรื่องที่เด็กในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องมี อาจเริ่มจากจิตสำนึกต่อการเป็นพ่อแม่ของลูก และสร้างจิตสำนึกที่ดีในเรื่องอื่นๆ ตามมา
       
       สี่ ต้องเป็นวาทยกรที่ดี ซึ่งมี 3 ระดับ ได้แก่
       
       - ฟังอย่างเดียว ฟังอย่างตั้งใจมีสติ
       
        - สะท้อนความรู้สึก พ่อแม่อยากฟังต่อ ให้ลูกเล่าความรู้สึก การให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นผู้ฟังที่ดี ได้ยินซึ่งกันและกัน
       
       - ใส่โจทย์เข้าไปด้วย เสนอปัญหาของตนเอง แล้วโยนโจทย์ให้ลูกคิดว่ายุคนี้เป็นอย่างไร (เป็นการฝึกให้ลูกหัดคิดวิเคราะห์ด้วย)
       
       คุณหมอสุริยเดว สรุปช่วงท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดต้องดึงจิตวิญญาณของคนเป็นพ่อแม่ออกมาก่อน ถามตัวเองก่อนว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะดูแลลูกให้ดีก่อน ต้องคลุกวงใน อย่าผลักให้เป็นเรื่องของสังคมอย่างเดียว
       
       โลกยุคนี้เป็นโลกแห่งเทคโนโลยี ยิ่งต้องไม่ให้ลูกห่างจาก “ธรรม”
       
       ธรรมในที่นี้หมายรวมไปถึง ธรรมชาติ วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ และสิ่งที่ดีงามจากธรรม
       
       ผู้ใหญ่ยุคนี้มีส่วนเต็มๆ ในการออกแบบเด็กพันธุ์ใหม่ในยุคศควรรษที่ 21 จริงๆ ค่ะ
       
       แล้วเราจะเป็นพ่อแม่หรือครูที่สร้างลูกหรือลูกศิษย์แบบไหนดี ต้องเริ่มจากสำรวจกระบวนทัศน์ของตัวเองตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะค่ะ..!!?

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ฝึกลูกเรียนรู้เรื่องการคบเพื่อน/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
ถึงเวลาสร้างครอบครัว Digital Detox กันได้แล้ว/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
กรณีน้องเอย : ปัญหาซ้ำซากที่เด็กเล็กตกเป็นเหยื่ออีกแล้ว/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
การศึกษาไทย-ยิ่งโตยิ่งเรียนยิ่งไม่มั่นใจระบบ..!!/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
สอนลูกให้รู้จักความนิ่งในสังคมเร่งรีบ/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนอ่าน 11045 คน จำนวนคนโหวต 25 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 24 คน
96 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
4 %
ความคิดเห็นที่ 8 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ก็ว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้เเล้วเชียว ....หลายวันมานี่ตื่นมาอ่านข่าวสารบ้านเมืองตั้งเเต่เช้า ทั้งข่าวในพื้นที่ ข่าวนอกพื้นที่ ไกล้ไกล เรียกว่ามีอะไรให้อ่านเดี๊ยนอ่านหมด รวมไปถึงข่าวทางประเทศไทย หลังจากอ่านข่าวเเล้วก็มิวายต้องเลื่อนลงไปอ่านความเห็นจากบุคคลทั่วไปทุกที เเน่นอนที่หลายหลายความเห็นจะมีทั้งเห็นด้วยเเละไม่เห็นด้วย นั่นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เเต่ที่ทำเอาฉันมึนตึ๊บถึงกับนั่งอมยิ้มเล็กๆพร้อมกับอาการตาเหลือกน้อยๆนั่นคือ หลายคนอ่านข่าวเเล้วไม่เข้าใจเนื้อหา ไม่เข้าใจความหมาย ไม่เข้าใจสื่อ เออนะ...ตกลงสื่อมันเขียนให้งงเองหรือว่าคนอ่านมันไร้ (จุด จุด) เอง

หลายวันก่อนฉันอ่านข่าวในเวปเด็กดี ซึ่งส่วนมากจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเยาวชน ฉันก็เเค่สนใจว่าเยาวชนสมัยนี้เค้าคิดยังไง เค้าสนใจเรื่องอะไร เค้ายกเอาเรื่องอะไรมาเป็นประเด็นในการพูดคุย เเละฉันก็ได้รู้ว่า เด็กไทยเราอ่านข่าวสารไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหา เเละที่สำคัญขาดวิจารณญานในการกรองข่าวอย่างเเรง เขาเชื่อข่าวโดยไม่ตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ เขาจะไม่เเย้งว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นไปไม่ได้ เเต่เขาจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น (ทั้งๆที่มันเป็นข่าวโคมลอย หรือบางข่าวที่นักข่าวเล่นสำนวนสองเเง่สองง่าม เยาวชนไทยกลับไม่เข้าใจเรื่องขำๆ ฮ่วย!)

หันกลับมาอ่านข่าวผู้ใหญ่จากเวปผู้จัดการ หัวข้อข่าวที่ฉันให้ความสนใจที่สุดเเน่นอนคือ Life&Family ฉันสนใจหลายหลายความรู้ที่จะสั่งสอนเยาวชน หลากหลายข้อเเนะนำเเละเเนะเเนวทั้งทางความคิดเเละปฎิบัติ เเละเเน่นอน ฉันสนใจที่จะอ่านหลากหลายความเห็นที่เเตกต่าง เเละอีกเรื่องที่ฉันได้รู้ก็คือ ไม่ใช่เฉพาะเยาวชนหรอกที่อ่านข่าวเเล้วไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่เราเองก็เป็น เหอ เหอ...

ฉันตั้งคำถามขึ้นมาว่า เพราะอะไร ทำไมผู้เสพถึงไม่เข้าใจสื่อ ทำไมบทความที่เขียนกำกวมผู้คนไม่สามารถเข้าถึงประเด็นได้ การใช้ศัพย์ให้คิดลึก เเต่ผู้อ่านกลับคิดตื้นๆ (เอ่อ..มันเป็นการเล่นคำพูดจากเดี๊ยนเอง เดี๊ยนหมายถึงคิดให้เยอะๆ ไม่ใช่คิดสกปรก ต้องวงเล็บอธิบายความหมายให้ถ่องเเท้ เพราะเชื่อดิ อาจจะมีหลายคนไม่เข้าใจความหมายที่ฉันพยายามจะสื่ออีกเช่นเคย เง้อ..

ยกตัวอย่างจากหัวข้อข้างบนนี้เลย เอาไกล้ๆนี่เเหละ ไม่ต้องไปไกล "เด็กพันธุ์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 หน้าตาควรจะเป็นอย่างไร" จากหัวข้อการพาดข่าว หลายคนจะคิดเอาเองไปว่าหน้าตาในที่นี้หมายถึงรูปร่างหน้าตาภายนอก เพราะคนไทยเราติดนิสัยอ่านตรงนี้ เข้าใจตามนี้มาตั้งเเต่เด็ก ลืมไปเลยว่าคุณ "สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน" เธอเป็นหมอเด็ก คุณคิดว่าเธอทำงานกับองค์กร MIB หรือไง เอ..ไม่ซิ ต้องเป็น WIB !! (สาธุ ขอให้มีคนเข้าใจฉันทีเถอะว่า WIB ในที่นี้ฉันหมายถึงอะไร)

อย่าว่าเเต่คนไทยอ่านเเล้วไม่เข้าใจเลย ขนาดดูหนังดูละคร ทุกครั้งที่ตัวละครนึกยังต้องพูดออกมา ไม่งั้นคนดูงง ไม่เข้าใจว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าควรจะโทษนักเเสดงที่ไม่รู้จักการเเสดงสีหน้าหรือโทษคนดูที่ขาดวิจารณญานอย่างเเรงดี!

คราวนี้มาเล่นสำนวนสนุกๆกันเเบบไม่เครียด>>>>> "คุณอยากเห็นหน้าตาประเทศไทยเป็นอย่างไร!!" จากบทความที่เดี๊่ยนเขียนมานี่ ต้องให้บอกด้วยไหมคะว่า เดี๊ยนไม่ใช่นักธรณีวิทยา :D
i177
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ่านแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ผู้คนเดี๋ยวนี้อ่านหนังสือประเภทตีความหรือใช้ความคิดแล้วมีปัญหาจริงๆ ค่ะ
แอ๊นท์
 
ความคิดเห็นที่ 7 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะคะ ได้ฟังรายการทางวิทยุด้วยค่ะ เห็นด้วยและเป็นห่วงเด็กไทยค่ะ
แม่คนหนึ่ง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รู้แต่ว่าผู้ใหญ่สมัยนี้อ่อนการสื่อมาก หลงคลิ๊กเข้ามาอ่าน
เซ็งอ่ะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คำว่า หน้าตา ในหัวข้อ อาจารย์คงไม่ได้สื่อถึง รูปลักษณ์ใช่ไหมคะ หลายๆคนอ่านแล้วเข้าใจผิด
เด่น
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอประทานโทษ ชื่อคุณหมออ่านว่าอย่างไร สุริยเดว ทริปาตี (สุริยะเดวะ?)ชื่อเหมือนคนอินเดีย
ชื่อเพราะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อันดับแรก ในวัยกำลังเจริญเติบโต ตามความคิดเห็นของดิฉัน
ควรพาเด็กไปเดินเล่นออกกำลังกายก่อน โยนลูกบอลเบาๆระยะใกล้ๆ หัดให้เด็กรับ พาเด็กกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้า ซ้ายขวา กระโดดถอยหลัง ก้าวเขย่ง วิ่งเหยาะๆ เดินหรือกระโดดตบมือเข้าจังหวะ ทำพลาดบ้างได้บ้าง

พอเด็กเริ่มทำได้คล่องแคล่ว สิ่งอื่นๆเช่นการเรียนรู้ต่างๆ จะดีขึ้นเอง ร่างกายแข็งแรง สมองจิตใจแจ่มใส รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
เรียนเก่งปานกลางในวัยเด็ก โตขึ้นมาชอบวิชาอะไรก็มุ่งไปด้านนั้น เป็นคนมีคุณภาพของครอบครัว และสังคมดีกว่า เก่งมากๆ แต่เข้ากับใครไม่ได้
ความสำคัญตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยชรา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 -1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พาดหัวใช้คำว่า 'หน้าตา' แทนเนื้อหาหลักของบทความนี้ ...งง
นาน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!


ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2013