หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกบันเทิง | นัดคุย
 
“เช็ค สุทธิพงษ์” วิถีคนต้นเรื่องกว่าจะเป็น “ทีวีบูรพา”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2553 15:37 น.
1 | 2
หน้าถัดไป
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



ย้อนไปกว่า 10 ปีก่อน วงการโทรทัศน์บ้านเราได้รับความฮือฮาอย่างถึงที่สุด เมื่อมีผู้พลิกฟื้นรายการประเภทสารคดีให้กลับมาคืนชีพ จากที่ล้มหายตายจากจอทีวีไปนาน แถมการกลับมาในครานั้นยังเป็นที่ยอมรับ และสร้างกระแสให้คนหันมาตื่นตัว กับรายการรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า "เรียลลิตี้"
       
       เวลานั้นไม่มีใครไม่รู้จักรายการ “คน ค้น ฅน” รายการสารคดีที่สะท้อนและตีแผ่วิถีชีวิตชาวไทย และยังถือเอาเป็นรูปแบบบทเรียนให้กับคนในสังคม ซึ่งนั่นถือเป็นการทลายทฤษฎีที่ว่า ในช่วงเวลาทำเงินอย่างช่วงไพร์มไทม์บนจอทีวีนั้น รายการที่มีเนื้อหาสาระหนักๆอย่างสารคดี ก็สามารถทำให้ผู้คนสนใจ ยอมกดรีโมตย้ายช่องจากละครน้ำเน่าหรือเบาสมองได้
       
       นับตั้งแต่นั้นมาชื่อของ “เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ” ก็กลายเป็นที่รู้จัก ในฐานะพิธีกรภาคสนามของรายการ "คน ค้น ฅน" ทั้งยังพ่วงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท “ทีวีบูรพา” ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตรายการสารคดีคุณภาพมากมาย ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเวลาต่อมา อาทิ "กบนอกกะลา" "คิดข้ามเมฆ" "จุดเปลี่ยน" "หลุมดำ" ฯลฯ
       
       ซึ่งความสำเร็จของเขาการันตีได้จากการคว้ารางวัลผู้ดำเนินรายการดีเด่น หรือแม้กระทั่งรางวัลรายการส่งเสริมความรู้ดีเด่น จากการประกาศผลรางวัลจากหลายสถาบัน และทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักชายหนุ่มผิวคมเข้ม ที่สวมหมวกเป็นเอกลักษณ์ “เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ”
       
       
.....................
       
       ย้อนมองสารคดี "ทีวีบูรพา"
       
       “เราก่อตั้งทีวีบูรพามาได้ 9 ปีกว่าแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมมองว่า รสนิยมของผู้ชมเริ่มที่จะเปลี่ยนไป ซึ่งรายการทีวีก็เหมือนแฟชั่น คล้ายๆหนังที่มันเป็นยุคๆของมันไป อย่างตอนนี้งานสารคดี หรือพวกงานเรียลลิตี้กำลังเป็นที่นิยม คนก็เริ่มที่จะจับทางทำกันเยอะขึ้น ย้อนหลังไปสมัยที่ผมเริ่มทำ ทีวีบูรพา ตอนนั้นรายการที่เขานิยมกันก็จะเป็นประเภทเกมส์โชว์ ควิซโชว์ ช่วงนั้นจำได้ว่า เกมส์เศรษฐี ของพี่ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ กำลังมาอย่างเต็มที่ มีคนแห่ทำตามกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่หลังจากนั้นไม่นานรายการประเภทเกมส์ควิซโชว์ก็เริ่มที่จะน้อยลง ก็จะมีรายการประเภทอื่นๆหมุนเวียนเปลี่ยนเข้ามา”
       
       “ถามว่าการเปลี่ยนแปลงตามแนวต่างๆ มีผลมั้ย มันก็มีผลบ้าง คือพอมันมีอะไรที่ฝังราก หรือพอมันมีอะไรที่เป็นโมเดล ที่เป็นการสร้างภาพจำ หรือเป็นการสร้างเงื่อนไขในการรับรู้ให้กับสังคมขึ้นมาแล้ว พูดง่ายๆให้เห็นภาพก็คือ การผลิตซ้ำมันง่าย เพราะมีคนทำให้เห็นแล้ว แต่สิ่งที่มันยากคือในการที่เราต้องต่อสู้ เพื่อที่จะให้มันเกิดสิ่งใหม่ๆหรือจะหาข้อที่จะไปหักล้าง กับสิ่งที่มันเป็นแบบแผน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มันมีอยู่ มันต้องอาศัยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ตรงนี้มันก็ไม่ได้มีผลต่อทัศนคติ ความคิด และ ความเชื่อหรือความสนใจของผม อย่างที่ผ่านมาตลอด 7-8 ปี ความสนใจในสารคดีของประชาชนที่เสพติดทีวี ถ้าจะเปรียบเทียบกับปัจจุบันมันก็แตกต่างกันมาก เพราะว่าเหตุและปัจจัยหลายอย่างมันต่างกัน”
       
       “ตอนที่ผมเริ่มทำบริษัท ทีวีบูรพา ตอนนั้นต้องพูดเลยว่าสารคดีมันถูกทำให้สูญพันธุ์ไปจากรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะทางฟรีทีวีที่มีให้เลือกอยู่เพียงไม่กี่ช่อง โดยเฉพาะถ้าในความหมายของรายการที่มันสามารถขายโฆษณาได้ มีเรตติ้ง มีคนดูอยู่บนเวทีเดียวกัน ชกกันกับผู้ต่อสู้ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย สาเหตุคงเป็นเพราะทำไปแล้วไม่มีเรตติ้ง ไม่มีคนดู ทำไปแล้วก็ขายโฆษณาไม่ได้ แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปมอง มันก็อาจจะเป็นเพราะยังไม่มีทางออกใหม่ๆ ไม่มีวิธีการนำเสนอ มันยังผูกติดกับอะไร ที่มันยังเป็นจารีตจนเกินไป”
       
       กว่าจะเป็นสารคดี "ทีวีบูรพา"?
       
       “ช่วงแรกๆนั้นเราพยายามสู้ ทำให้มันสามารถอยู่รอดมาได้ เราก็ทำตามเงื่อนไขที่มันสามรถทำได้ ทีมงานมีกล้องแฮนด์ดี้แคมกันตัวนึงก็ต้องทำให้ได้ มีรถกระบะคันนึงก็ต้องอัดกันไป ไม่มีเงินนอนโรงแรมก็ต้องพกเปลติดไป พูดง่ายๆมันคือการบริหารเงื่อนไข แล้วก็ดูว่าอย่างคนอื่นขายได้100 บาท เราอาจจะขายได้แค่ 20 บาทแต่เราก็ต้องอย่าใช้มันถึง เราก็ใช้วิธีการแบบนี้แล้วคอยปลุกเร้า ปลอบใจกัน”
       
       “เราลำบากเอาการอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่ยังมองไม่เห็นอนาคต เราอยู่กับความไม่แน่ใจ อยู่กับความวิตก ซึ่งความเชื่อนั้นจะเริ่มชัดเจน ก็ต่อเมื่อมันมีการตอบรับจากผู้ชม มันมีการซื้อโฆษณาเข้ามา แต่ตอนนั้นแค่จะหาเวลาออกอากาศยังไม่ได้เลย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราใช้หลักเหมือนกับการปรุงอาหาร อย่างน้อยที่สุดเราไม่ได้เป็นพ่อครัวคนเดียว งานโทรทัศน์มันไม่ใช่งานที่จะทำได้เพียงคนเดียว มันต้องหาสูตรใหม่ออกมาให้ได้ เพื่อที่ว่านายก. นายข. หรือว่านายค.คนไหนจะไปทำ ก็ต้องออกมาในรสชาติเดียวกัน”
       
       “ผมจำเป็นที่จะต้องสรุปออกมาเป็นสูตร เป็นต้นแบบ หรือทำให้มันเป็นคัมภีร์ออกมาให้ได้ เราใช้เวลาอยู่กับการคิดค้นสูตรประมาณ 2 ปี ค่อยๆเรียนรู้กับมันไปว่า ควรจะออกมาเป็นยังไง เทปแรกของเราเป็นการไปนั่งเฝ้า ไปแก้ปัญหากันว่าจะเอายังไง เราช่วยๆกันแก้ แต่บังเอิญว่ามันโชคดีตรงที่มันทำมาล่วงหน้าประมาณ 2 ปีก่อนที่จะออกอากาศ”
       
       รับที่รอมาได้ถึง 2 ปีเพราะได้กำลังใจดีจากผู้ใหญ่ที่ช่วยผลักดัน เผยโชคดีที่ได้เวลาออกอากาศช้า เพราะกว่าจะผลิตรายการได้แต่ละเทปต้องใช้เวลานาน
       
       “ที่เรามีกำลังใจสู้กันมาถึง 2 ปี เพราะให้เจ้านายดูแล้ว เขาบอกว่าน่าสนใจเดี๋ยวจะผลักดันให้ แต่เราเองก็รู้ชะตากรรมว่า กว่าจะทำให้มันเสร็จซักตอน ต้องใช้เวลาถึง 3-4 เดือน ช่วงแรกตอนที่ทำ 2 ปีมีสต๊อกอยู่แค่ 10 ตอน เราก็กังวลว่าถ้าจะทำในระยะยาว มันจะออกมายังไง มันเป็นปัญหาที่เราต้องเรียนรู้ และหาวิธีจัดการกับมัน บริหารจัดการให้มันเป็นจริง ให้มันสามารถอออกอากาศได้ทุกอาทิตย์เมื่อได้เวลามา ผมถึงบอกว่ามันเป็นโชคดีของเราที่ได้เวลามาช้า ไม่อย่างนั้นที่ทำไว้ก็หมด ที่ทำใหม่ก็ไม่ทัน แต่ก็ต้องเอาออกอากาศแล้วคุณภาพก็ไม่ได้ ตรงนี้มันคือปัญหา”
       
       “เราใช้เวลาค่อยๆคิดค้นสูตรที่ต้องการ สมมติเรามีกันอยู่ 5 คน ทุกคนต้องมาเรียนรู้เพื่อที่จะทำให้ได้ทุกหน้าที่ ทุกคนต้องมาอยู่หน้าจอ มาช่วยกันดู มานั่งวิจารณ์ มันไม่ใช่งานของผมเพียงแค่คนเดียว แต่มันเป็นงานของหลายๆคนที่ช่วยกันทำ ฉะนั้นเราก็จะเห็นเท่าๆกัน รู้เท่าๆกันตั้งแต่ต้น พอมีคนใหม่เข้ามาเราก็ค่อยๆถ่ายทอดให้เขา หาวิธีกำกับดูแลให้มันออกมาเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเราจะโยนให้เขาไปทำ แล้วเรามาดูแลทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์คนเดียว มันคงไม่ได้หรอก เราต้องลงไปช่วยตัดต่อ ช่วยทำข้อมูล ช่วยเขียนสคริปต์ เราก็ใช้วิธีการเรียนรู้ในกระบวนการพวกนี้”
       
       “ในส่วนของกระบวนการที่จะหาสมาชิกมาเพิ่ม ช่วงนั้นก็ยังมึนๆ คนที่เข้ามาก็ยังไม่รู้หรอกว่า จะได้ทำอะไร หรือสิ่งที่ทำอยู่มันเรียกว่าอะไร พวกผมเองก็ยังมึนๆ มีคุณประสาน (ประสาน อิงคนันท์ โปรดิวเซอร์และพิธีกรรายการ คนค้นคน) เข้ามาช่วยทำให้ทุกอย่างมันชัดเจนขึ้น เขาก็มาตั้งคอนเซ็ปต์ที่เรียกมันว่า ดรามาติค ดอคคิวเมนทารี่ หรือที่เรียกว่า ดอคคิวดราม่า ก็มาคุยกันหาวิธีการค่อยๆทำมันไปเรื่อยๆ รายการมันก็เลยพอจะเป็นรูปเป็นร่างลงตัวมากขึ้น”
       
       ผลิตสารคดีอย่างวิถี "ทีวีบูรพา" ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
       
       “กระแสตอบรับที่รับรู้ได้ตอนนั้น ผมว่ามันมีอยู่ 2- 3 ความรู้สึก ความรู้สึกแรกเลยคืออะไรวะ ไอ้บ้านี่มันอะไรวะ สองคืออันนี้น่าสนใจโว้ย แปลกโว้ย สามคือรู้สึกมึนๆ ขอดูมันไปอีกสักพัก(หัวเราะ) แต่สิ่งที่มันสนุกมากก็คือ มีการปะทะกันของความรู้สึกสองขั้ว คือเห็นว่ามันเข้าท่ากับไม่เข้าท่า คนที่บอกว่ามันไม่เข้าท่าในตอนนั้น ด้วยโปรดักชั่น คุณภาพของภาพ แสง สีหรืออะไรทุกอย่าง แม้แต่หน้าตาพิธีกร รวมไปถึงการแต่งเนื้อแต่งตัว เนื้อหาที่ไปพูดในรายการ ศัพท์แสงคำพูดต่างๆ คนมองว่ามันเหมือนกับในหนังสือ”
       
       “เราเองก็คิดเหมือนอย่างที่เขาว่านั่นแหละ ผมเองก็คิดว่าตอนแรกที่ทำไม่ใช่ว่ามันจะดี เคยกลับไปดูเทปตอนที่ตัวเองทำแรกๆ เรายังตลกตัวเองเลย(หัวเราะ) คิดในใจว่ากูทำไปได้ยังไง พอรายการประสบความสำเร็จ มีเสียงตอบรับที่ดีประมาณนึงแล้ว ก็มีคนไม่น้อยที่อยากจะเดินเข้ามาร่วมงานกับเรา คนที่เดินเข้ามาก็จะเดินเอาฝันเข้ามาอย่างเดียว แต่ส่วนที่จะไปประกอบให้มันเป็นฝันนั้น เขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”
       
       “เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนที่จะเข้ามาทำสารคดี แบบที่ผมทำนั้นจะต้องมีความเข้าใจ แล้วก็ยอมรับในวิถีของมัน เช่น คนที่จะมาทำสารคดี ถ้าคิดฝันจะทำรายการโทรทัศน์เหมือนคนทำเกมส์โชว์ มันผิดแล้ว เพราะว่าคนทำเกมส์โชว์ อาจจะได้คิดที่โต๊ะในห้องแอร์ที่เย็นๆ ได้นั่งจิบกาแฟตามร้านดีๆ แล้วก็คิดงานพอได้ เลยโทรศัพท์ติดต่อดารามาอัดเทปในสตูดิโอ วันนึงก็ได้ 2 เทปแล้ว บางทีถ้าเกิดอยากจะขยันๆก็ล่อเข้าไป 4 เทปเลยได้แล้ว 1 เดือน จากนั้นก็เอามาตัดต่อสัก 3-6 ชั่วโมง ร้อยๆหน่อยก็เสร็จแล้ว”
       
       “แต่การทำสารคดีแบบผม 2-3 เดือนนะกว่าจะได้หนึ่งเทป ซึ่งเราเองก็ต้องออกอากาศทุกอาทิตย์เหมือนคนอื่น เพราะฉะนั้นคุณต้องจัดการยังไงล่ะในการลงไปทำ เราไปเมคเอาไม่ได้ คุณต้องลงไปอยู่กับความเป็นจริง คุณต้องลงไปนอนกลางดิน กินกลางทราย ต้องไปผูกเปลนอนกับเขา เพื่อที่จะเฝ้าเขา แต่ขณะเดียวกันพอคนมาขายโฆษณาออกมาเป็นเงิน มันขายได้น้อยกว่าคนอื่น ฉะนั้นคนที่จะเข้ามาต้องเข้าใจข้อจำกัดหลายๆอย่างตรงนี้”
       
       “คนที่จะเข้ามาเป็นทีมเดียวกับเรา มันต้องทำความเข้าใจ บางคนบอกว่าทำไมทำสารคดีมันเหนื่อยชิบหาย ค่าตอบแทนที่ได้ก็น้อยจังวะ เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ เปรียบถ้าคุณชกมวยวัด มันก็ไม่มีทางหรอกที่คุณจะไปได้เงินเท่าปาเกียว ทั้งๆที่มันก็เป็นการชกมวยเหมือนกัน หรือจะไปหวังว่าจะได้เงินเท่า บอล ภราดร ศรีชาพันธ์ มีหลายคนไม่น้อยที่หอบฝันเข้ามาหาเรา แล้วต้องฝันสลายกลับไป”
       
       “แต่ก็มีหลายคนนะ ที่มาขออาสาขับรถให้โดยไม่คิดค่าจ้าง คือผมคิดว่าด้วยงานที่ทำ มันอาจจะอนุญาตให้คนธรรมดาสามัญมีสิทธิ์ที่จะฝัน คือถ้านึกถึงต้องไปเป็นเอเอฟปุ๊บ มันก็ดูจะไกลเราจังเลย หรือว่าจะคิดไปเล่นหนัง เล่นละคร ไปเป็นตลกคาเฟ่ มันต้องอาศัยต้นทุนบางอย่าง แต่งานสารคดีประเภทที่ผมทำอยู่ มันเหมือนกับอนุญาตให้คนมีคุณสมบัติ ที่ไม่อาจจะเผยได้ในอีกหลายเวที ให้เขาได้เข้ามาตรงนี้ ซึ่งเขาอาจจะดูจากลุคของผมเป็นต้นแบบก็เป็นได้(หัวเราะ)”
       
       ทำไมพิธีกรถึงต้องเป็น “เช็ค สุทธิพงษ์” ??
       
       “ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะเอาตัวเองมาเป็นต้นแบบ ณ ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคิดว่าเป็นคนเบื้องหลัง ตัวผมนั้นเกิดมาจากคนที่ทำโปรดักชั่นมากกว่า ผมมีความสุขกับการอยู่เบื้องหลัง ในเรื่องของการได้คิด แต่ที่มันจับพลัดจับผลูกลายมาเป็นคนเบื้องหน้าซะเองนั้น เพราะพอถึงเวลาจริงๆแล้วมันไม่มีใคร คือตอนนั้นเราพยายามหาแล้วหาอีก แต่มันก็ไม่ได้ ตอนที่เรามาทำไม่เคยคิดฝันว่า จะมีสิทธิ์ได้มาเป็นคนเบื้องหน้า เพราะคิดว่าคนที่มาอยู่เบื้องหน้าเขาก็ต้องการคนที่มีคุณสมบัติอีกแบบนึง โดยเฉพาะในตอนนั้นที่คิดว่า คนแบบไหนถึงจะได้เข้ามาอยู่เบื้องหน้า มันถึงจะขายรายการได้ คิดแค่นี้เราก็ไม่ผ่านแล้ว”
       
       “มันอาจจะเหมือนกับฟ้าได้ลิขิต อย่างที่ผมบอกว่า 3 เดือนกว่าจะเสร็จได้สักตอน ถามว่าจะให้เอาดารา หรือคนที่มีชื่อเสียง ถามหน่อยว่าใครจะยอมไปถ่ายทำรายการกับเราถึง 3 เดือน แล้วได้ค่าตัวเท่ากับคุณไปถ่ายรายการแค่เทปเดียว ซึ่งใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง แถมยังได้ค่าตัวน้อยอีก ที่สำคัญคือคุณต้องใช้ความคิดของคุณเอง คำว่า คนค้นฅน คือการที่เราไปเฝ้ามองชีวิตของคนอื่น แล้วมันจะตกผลึกอะไรในความคิดของเรามองคนๆนี้ ถ้าคนที่ทำมองไม่เห็น ตัวเองยังไม่อินเลย แล้วเขาจะไปสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงการรับรู้ ไปสู่ผู้ชมในแบบที่ผมหรือทีมงานของผมทำอยู่ได้อย่างไร”
       
       บอกสาเหตุที่ต้องใส่หมวกในรายการนั้น เพื่อปกปิดรอยแผลที่ใบหน้า จนทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ประชาชนจดจำได้
       
       “ตัวผมไม่สามารถเป็นอื่นได้ ผมเคยลองมาแล้ว เคยใส่สูทผูกไทด์ ลองมาหมดแล้วทุกอย่าง แต่มันไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็เลยมาคิดกัน เอาล่ะถ้ามันจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในบางครั้งบางเวลาก็ทำได้ ถามว่าทำแล้วจะมองตัวเองสนิทใจหรือเปล่า ก็ไม่หรอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือ การที่ผมต้องเป็นตัวของผมเอง ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองคิดถูก”
       
       “เวลาผมไปทำงานไม่มีเมคอัพ ไม่มีไฟแบบไหนก็แบบนั้น หน้าของผมก็มีแต่แผลเต็มไปหมด นี่คือที่มาว่าทำไมผมถึงต้องใส่หมวก เดิมทีมันไม่ได้ใส่หรอก แต่เนื่องจากหน้าผมเป็นแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ เต็มหน้าไปหมด ทีนี้พอซูมกล้องเข้ามาใกล้ๆมันน่าเกลียดมาก”
       
       “มีอยู่ครั้งนึงที่ผมไปถ่ายรายการแบบหน้ามันๆ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน เขาเพิ่งโทรเข้ามา ซึ่งเทปนั้นเป็นเทปแรกที่เราทำออกอากาศ พอทราบข่าวก็รีบไปทันที ก็ถ่ายทำกันไป พอมาถึงตอนที่เราต้องพูดอะไรหน้ากล้อง พอผมเรียบเรียงประเด็นเสร็จกำลังจะพูด น้องที่เป็นตากล้องมันก็ไม่อยู่ แล้วแสงอะไรก็ใกล้จะหมด เพราะเริ่มที่จะมืด”
       
       “ผมก็เริ่มฉุนว่าทำไมไม่ถ่ายซะที ไอ้ตากล้องมันก็เริ่มฉุนลดกล้องลง แล้วก็พูดว่าก็หน้าพี่ถ่ายมุมไหนก็...ผมก็เลยบอกว่าไหนดูสิ มันก็เลยพลิกจอแอลซีดีมาให้ดู ผมก็เลยถึงบางอ้อ(หัวเราะ) ผมก็เดินสงบเสงี่ยมไปที่รถพอดีมีหมวกอยู่ใบนึงก็เลยหยิบเอามาใส่ มันก็เลยยกกล้องขึ้นมาแล้วบอกว่าดีขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมผมต้องใส่หมวก”
       
       “ซึ่งต่อมามันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของผม คือพอไปถึงจุดนึงคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณที่ดำรงตำแน่งผอ.ช่อง 9 ตอนนั้น ก็เรียกผมเข้าไปคุย แกก็บอกว่าเช็คนายต้องเป็นอย่างนี้แล้วล่ะ เพราะคนจำนายในรูปลักษณ์นี้แล้ว นายต้องใส่หมวก นายต้องไว้หนวดอย่างนี้ ต้องเป็นหน้าโจรๆอย่างนี้ ท่านก็ยกตัวอย่างว่ามันก็เหมือนกับซูเปอร์แมนที่ต้องใส่กางเกงในไว้ข้างนอก นายก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะคนเขาเกิดการจำในแบบนี้ขึ้นมาแล้ว แล้วคนก็จำอย่างนั้นจริงๆ เพราะบางวันผมไม่ใส่หมวก คนก็จะจำผมไม่ได้ เขาก็ไม่เข้ามาทัก”

1 | 2
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ทูตสาว(หัวใจ)ลูกกรุง “การ์ตูน สุกุลตา” เพลง ผู้หญิง และความรัก 24 ชั่วโมง ของ “เป้ เสลอ”
เสียงแซ็กโซโฟนที่ไม่มีวันเลือน ของ “พี่หยอย” วงเพื่อน “ล่าพระเอก” สกัดเด็กเส้น “เอ ศุภชัย” (1)
5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด
ดอกโศก ตอนที่ 17 (จบตอน)
มาหยารัศมี ตอนที่ 11
"คริสตัล" สาวงามแห่ง "ต้าเหลียน"
“น้องแนท” คัมแบ็กแก้จริงเล่น “จันดารา” เผยถอดหมด แถมเลิฟซีนเพียบ!
“ชาย” หลั่งน้ำตาแต่ง “วิกกี้” เผยรู้สึกดีที่มีภรรยา เหมือนเป็นคนที่สมบูรณ์แล้ว
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนอ่าน 44138 คน จำนวนคนโหวต 134 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 132 คน
99 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
1 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2012