หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | Live-Lite
 

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 14 มกราคม 2555 00:25 น.

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”
ฝีมือการถ่ายเซตแฟชันโดย "นิพนธ์ พลวงศ์ตระกูล"

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”
ตัวจริง "น่ารัก" มากกว่า "เซ็กซี่"

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”
ยิ้มใสๆ แบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”
ท่า "สตรอเบอรี" ย้อนวัย

แจ๊สกี้... หนูเป็นสาวแล้ว! “เซ็กซี่มั้ยคะ?”
มุ่งสู่เส้นทางดนตรีเต็มตัว

อึ้ง ทึ่ง เสียว! คือนิยามความรู้สึกที่ใช่ที่สุดเมื่อเห็นผลงานแรกหวนกลับเข้าสู่วงการของเธอ... “อึ้ง” เพราะไม่คิดว่าหนูน้อยที่เคยเห็นเมื่อครั้งยังเป็นนักร้องดูโอ้วง “นาตาลี-แจ๊สกี้” จะเปิดตัวด้วยการถ่ายเซ็กซี่... “ทึ่ง” เพราะคาดไม่ถึงว่าเธอจะแตกเนื้อสาวได้จี๊ดโดนใจขนาดนี้ และ “เสียว” แทน เมื่อได้เห็นเซตแฟชั่นวาบหวิวครั้งแรกในชีวิตที่น้อยชิ้นจนชวนให้หวั่นไหว... มีคำถามมากมายที่ยังคงเป็นปริศนาในการกลับมาของเธอครั้งนี้ และแน่นอนว่ามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถไขข้อข้องใจทั้งหมดได้ “แจ๊สกี้-จริยา แซร่าฮ์ เอชเวิท”
       
       สะเทือนโลกไซเบอร์ไปพักใหญ่ๆ เมื่อ “แจ๊สกี้-แซร่าฮ์ เอชเวิท” เปิดตัวโฟโต้บุ๊กเล่มแรกในชีวิตของเธอบนไอแพดด้วยภาพเซ็กซี่จัดเต็มเมื่อปลายปีที่แล้ว การหวนสู่วงการหลังจากห่างหายไปนานนับสิบปีด้วยวิธีนี้ทำให้ถูกครหาไปว่าขายเรือนร่างเพราะอยากสร้างกระแสให้กลับมาดังอีกครั้งหนึ่ง บ้างก็ว่าเธอเดินตามรอยเพื่อนซี้วัยเด็ก “นาตาลี เดวิส” หนักกว่านั้นบางกลุ่มพานตัดสินไปแล้วว่าเธอกลายเป็นหญิงสาวใจแตก ร่ำเรียนดนตรีจบจากเมืองนอกเมืองนาแต่สุดท้ายก็หากินด้วยอวัยวะส่วนอื่นมากกว่าสมอง ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้จะจริงเท็จแค่ไหน คงต้องให้เธอเป็นคนตรวจสอบ
       

       
       เซ็กซี่ทำไม?
       อะไรทำให้หนูน้อยแจ๊สกี้คนเดิมเปลี่ยนไป! เปลี่ยนจากสาวน้อยวัยใสขี้อายที่เราเคยชินกลายเป็นสาวสะพรั่งใจกล้าเกินร้อย ผู้สัมภาษณ์เฝ้าคิดวกวนด้วยความสงสัยในระหว่างรอคนที่จะสามารถให้คำตอบได้เดินทางมาถึง พลางทำใจไว้ก่อนแล้วว่าตัวจริงเธออาจเปรี้ยวปรี๊ดจนลบภาพความทรงจำใสๆ ในวัยเด็กจนหมดสิ้น แต่กลายเป็นว่าวินาทีแรกที่ได้เจอกลับมองไม่เห็นหญิงสาวกร้านโลกอย่างในภาพแฟชั่นเซตนั้นแต่อย่างใด มีเพียงสาววัย 24 สวมชุดไปรเวตสบายๆ กับรองเท้าไม่มีส้นเดินเท้าเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มใสๆ... ใสจนน่าตกใจว่าผู้หญิงน่ารักๆ อย่างนี้จะถ่ายเซ็กซี่ไปทำไมกัน?
        
       
       “จริงๆ แล้วแจ๊สไม่ได้ตั้งใจจะเปิดตัวด้วยการถ่ายเซ็กซี่นะคะ ตอนนั้นเป็นช่วงกลับมาเที่ยวคริสต์มาสกับคุณพ่อ ยังไม่ได้คิดว่าจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยเลยด้วยซ้ำ พอดีมีโอกาสได้รู้จักพี่นิพนธ์ (พลวงศ์ตระกูล) เขาเป็นช่างภาพถ่ายแนวนี้อยู่ เป็นเพื่อนของเพื่อนเราอีกที ก็เลยแนะนำให้รู้จักกัน พี่เขากำลังหานางแบบอยู่ก็เลยชวน พอแจ๊สได้ดูผลงานเก่าๆ ของเขาที่เคยถ่ายก็ชอบค่ะ ก็เลยทำ ทำโดยไม่มี plan อะไรเลย ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโฟโต้บุ๊กจะเปิดตัวเมื่อไหร่ แต่ที่ถูกมองว่าตั้งใจกลับมาเปิดตัวด้วยการถ่ายเซ็กซี่ อาจจะเพราะมันเป็นงานชิ้นแรกที่เราได้กลับมาอยู่หน้ากล้องแบบจริงๆ จังๆ หลังจากหายหน้าไปนานมากกว่า”
        
       
       ถ้าจะมองว่าเธอถ่ายเซ็กซี่เพื่อเป็นใบเบิกทาง แจ๊สบอกว่า “ดูจากตอนนี้ก็ไม่เห็นว่ามันจะเบิกทางไปสู่อะไรนะ” เธอใช้น้ำเสียงเย็นๆ ไม่มีทีท่าแสดงอาการไม่พอใจ เมื่อถูกแซวว่า “มันเบิกทางมาให้ M-Lite นัดสัมภาษณ์เราวันนี้ไงล่ะ” แจ๊สจึงโพล่งหัวเราะออกมาแล้วตอบด้วยเสียงขี้เล่นนิดๆ ว่า “อ๋อ!... งั้นเบิกทางก็ได้ค่ะ” เธอมอบยิ้มใสๆ ให้ก่อนเข้าสู่โหมดจริงจัง
        
       
       “ถ้าจะบอกว่าแจ๊สถ่ายเซ็กซี่เพื่อเพิ่ม Profile ตัวเอง มันคงไม่ใช่หรอกค่ะ ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย ในเมื่อแจ๊สก็ยังสามารถรับงานอื่นได้อีกเยอะแยะโดยที่ไม่ต้องพึ่งงานถ่ายเซ็กซี่ แต่ที่ทำเพราะแค่ถูกใจแล้วก็อยากทำค่ะ ถามว่ามีคนติดต่อเข้ามาอีกไหม มีนะ แต่แจ๊สก็ไม่ได้ถ่าย ที่รับถ่ายแฟชั่นของพี่นิพนธ์ก็เพราะเราชอบคอนเซ็ปต์ คือถึงจะเซ็กซี่แต่มันก็ดูคลาสสิก ไม่ได้ดิบเถื่อนอะไรมาก ที่สำคัญพี่เขาสามารถถ่ายให้เราออกมาดูดีได้ ปกติแจ๊สเป็นคนไม่ค่อยขึ้นกล้องเท่าไหร่ค่ะ ตอนแรกก็ยังกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะทำดีไหม แต่พอเขาลองถ่ายเราแล้วมันออกมาโอเค ก็เลยตัดสินใจร่วมงานด้วย”
        
       
       ถามว่าคิดอย่างไรที่คนบางส่วนวิจารณ์ว่าไปเรียนเมืองนอกแล้วทำให้กร้านโลกมากยิ่งขึ้น แจ๊สตอบด้วยท่าทีสบายๆ ว่า “จะมองอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่แจ๊สก็ครึ่งอังกฤษมาทั้งชีวิตอยู่แล้ว ถามว่ากล้าขึ้นไหม ความเป็นไทยแจ๊สก็มี แต่ความเป็นอังกฤษแจ๊สก็มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเหมือนกันนะ ส่วนเรื่องถ่ายเซ็กซี่ ถ้ามองเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ที่ถ่ายเหมือนกัน แจ๊สว่าภาพเราก็ไม่ได้แรงกว่าคนอื่นๆ เขาเลย”
        
       ส่วนเรื่องถูกมองว่าเปลี่ยนไปจากเดิมหน้ามือเป็นหลังมือ เธอยังยืนยันว่า “ตัวแจ๊สก็ยังเหมือนเดิมนะ ถ่ายแล้วนิสัยก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมเลยค่ะ” หรือแม้แต่เรื่องที่ถูกครหาว่าขายเรือนร่างมากกว่าสมองนั้น “อันนี้ต้องบอกว่าแจ๊สก็กำลังใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาอยู่นะคะ ตอนนี้แจ๊สทำงานเพลงอยู่ค่ะ ไม่เคยคิดอยากดังจากการถ่ายเซ็กซี่เลย อยากให้คนรู้จักตัวตนของเราผ่านงานเพลงมากกว่าอยู่แล้ว”
       

       
       กำลังใช้สมอง!
       วง “Jazz and the soulsters” ที่เธอร่วมกันตั้งขึ้นกับกลุ่มคนดนตรีด้วยกัน คือข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเธอกำลังใช้รอยหยักในสมองผลิตผลงานเพลง ไม่ใช่แค่ขายเรือนร่างอย่างที่หลายคนเข้าใจ ถึงแม้ว่าวงดนตรีของเธอจะเพิ่งเริ่มก่อตั้งและยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าจะใช้ชื่อนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ แต่รับรองว่าความมุ่งมั่นครั้งนี้จะไม่หายไปไหน รออีกสักหน่อยคงได้ฟังเสียงหวานๆ ในดนตรีโซลที่เธอแต่งคำร้องและทำนองเองให้ได้เคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน
        
       
       “เพลงที่แต่งมีทั้งไทยทั้งอังกฤษค่ะ ตอนแต่งภาษาไทยก็ยากอยู่เหมือนกันเพราะดนตรีมันเป็นแนวโซล คำมันจะเลื้อยๆ หน่อย แต่ที่แต่งออกมาก็โอเคนะคะเพลงหนึ่ง ต้องดูว่าเพลงอื่นจะไหวไหม (ยิ้มอารมณ์ดี) ทุกวันนี้ก็มีซ้อมกับวงแล้วก็รับงานจ้างทั่วไปค่ะ ถ้าเขาอยากได้ดนตรีแนวอะคูสติกไปเล่น แจ๊สก็จะไปกับมือกีตาร์ แต่ถ้าอยากได้ดนตรีหนักกว่านั้น ก็อาจจะมีมือกลองไปด้วย ส่วนใหญ่จะได้งานจากพี่ๆ ในวงการดนตรีนี่แหละค่ะช่วยแนะนำ โดยเฉพาะพี่ๆ กลุ่มโมโนโทน แจ๊สไปแจมที่ร้านสตูเฟ่ด้วยประจำเลย นี่ก็เพิ่งไปเล่นที่งานบิ๊กเมาเทนท์ครั้งล่าสุดนี้ด้วยกันมาเองค่ะ” แววตาของเธอเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที จนอดถามไม่ได้ว่ามันสนุกขนาดไหน
        
       
       “จริงๆ แล้วตอนที่อยู่อังกฤษแจ๊สก็มีวงเหมือนกันนะ เล่นตามงานมาพอสมควรเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่สนุกเท่าครั้งล่าสุดที่ไทยค่ะ เป็นงานที่ประทับใจที่สุดเลยก็ว่าได้ ได้ร่วมเดินทางไปกับพี่ๆ โมโนโทน ทุกคนเฮฮามาก แล้วอากาศก็หนาวมากค่ะ แจ๊สต้องเอาแจ็กเกตของพี่ในวงคนหนึ่งมาใส่ทับอีกที ดูมอมแมมมาก แต่ก็ไม่ห่วงสวยอยู่แล้ว มันกันเต็มที่ ที่สนุกมากคือได้แจมกับพี่สิงโต (นำโชค) ด้วยค่ะ ตอนแจ๊สขึ้นไปร้อง เขาบอกให้ทุกคนช่วยกันตะโกนเชียร์ว่า “ไอเลิฟแจ๊สกี้ๆ” ด้วย (ยิ้มจนตาหยี) เป็นพี่ชายที่น่ารักมากค่ะ เวลาไปไหนกัน พี่สิงโตจะบอกว่าเราเป็นพี่น้องกัน เป็นลูกคนละพ่อ พ่อพี่สิงโตเป็นเขมร ส่วนพ่อแจ๊สเป็นฝรั่ง (หัวเราะ) ฮาดีค่ะ”
        
       
       ทุกวันนี้เธอและผองเพื่อนยังคงเป็นวงดนตรีไร้สังกัดอยู่ ไม่ใช่เพราะไม่มีค่ายเพลงสนใจ แต่เป็นเพราะเธอมีความสนใจต่างจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่เคยเสนอตัวเข้ามาติดต่อต่างหาก “ที่ปฏิเสธไปส่วนหนึ่งเป็นเพราะทางค่ายเขาต้องการให้เราขายความเซ็กซี่ด้วย ซึ่งแจ๊สไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะถ้าเราทำแบบนั้น ก็ไม่รู้จะเรียนดนตรีจากที่นู่นมาทำไม ถ้ากลับมาแล้วจะมาเต้นๆ แบบเดิม แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบเต้นนะ เพียงแต่มันไม่เข้ากับแนวเพลงที่อยากทำตอนนี้ค่ะ ถามว่าให้แจ๊สเป็นนักร้องเซ็กซี่ได้ไหม มันก็ได้นะ จะให้แต่งตัวเซ็กซี่หน่อยก็ได้ เพราะแจ๊สก็ไม่ได้แอนตี้เซ็กซี่อยู่แล้วถ้ามันอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพียงแต่แจ๊สไม่อยากให้เขาสนใจเรื่องเซ็กซี่มากกว่าดนตรีเท่านั้นเองค่ะ”
        
       ถ้าแต่งเพลงครบ ทั้งวงเข้าที่ พร้อมปล่อยซิงเกิลเมื่อไหร่ คอเพลงอาจได้ฟังเพลงแนวใหม่ๆ อย่าง “โซลผสมหมอลำ” ก็ได้ เพราะแจ๊สกำลังอินกับภาษาอีสานอยู่ตอนนี้ “คุณแม่เป็นคนมหาสารคาม แต่ท่านมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็กๆ แจ๊สเลยพูดอีสานไม่ได้ ตอนนี้กำลังพยายามฝึกอยู่ค่ะ นี่ก็กำลังคิดๆ อยู่เลยว่าจะเอาหมอลำมาผสมกับเพลงของตัวเองดีไหม เพราะคุณพ่อชอบบีตส์หมอลำมาก (หัวเราะ) แต่ไม่รู้ทำแล้วจะออกมาฟังได้หรือเปล่านะ” รอยยิ้มปิดประโยคบ่งบอกให้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงเสียงเพลงจริงๆ
       

       
       เมื่อครั้งโกอินเตอร์
       ขอนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็น ด.ญ.แจ๊สกี้ วัย 15 ขวบ เพราะเชื่อว่าแม้แต่คนที่ติดตามข่าวและเกิดทันยุคนั้นก็คงจำไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมเธอต้องหนีไปต่างประเทศ ดังแล้วแยกวงอย่างที่หลายๆ วงเป็นหรือเปล่า เกี่ยวกับเรื่องนี้แจ๊สกี้ตอบได้เต็มปากเต็มคำว่าตอนนั้น “นาตาลี-แจ๊สกี้” ไม่ได้แยกวงเพราะมีปัญหากันภายใน แต่เป็นเพราะเกิดปัญหาภายนอกวงต่างหาก!
        
       
       “ตอนนั้นเพิ่งออกอัลบั้มเต็มไปได้สองอัลบั้มค่ะ จะว่าดังไหมก็ดังนะ กำลังเตรียมตัวทำอัลบั้มใหม่พร้อมกับถ่ายละครไปด้วย แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณพ่อต้องย้ายกลับไปทำงานที่อังกฤษ คุณแม่ก็จะไปด้วย เขาก็ให้เราตัดสินใจว่าจะไปหรือจะอยู่ ก็เลยตัดสินใจย้ายไปพร้อมกันเลย จะว่าแจ๊สทำวงแตกก็ได้นะ (หัวเราะเนือยๆ) แต่นาตาลีเขาก็เข้าใจค่ะ ด้วยความที่ยังเด็ก ครอบครัวต้องมาก่อน เราก็อธิบายให้ทุกคนฟัง แล้วแจ๊สก็รักดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ รู้มาว่าที่เมืองไทยยังไม่มีสถาบันเรียนดนตรีแบบจริงจัง ถ้าไปที่นู่นก็จะได้เรียนอย่างที่คิดไว้ด้วย ก็เลยไปค่ะ ถามว่ารู้สึกผิดไหม ก็ผิดนะ” สีหน้าบ่งบอกว่ารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ
        
       
       ถึงแม้จะย้ายไปอังกฤษแล้ว แต่แจ๊สกี้และนาตาลีก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ ปีแรกที่จากกัน นาตาลียังไปเที่ยวเล่นที่บ้านของเธออยู่เป็นเดือนๆ กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังพูดคุยปรึกษากันได้ตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต่างคนต่างก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทคนใหม่ แจ๊สกี้เองก็หาเพื่อนร่วมแก๊งชาวดนตรีใหม่ๆ ได้ตั้งแต่มัธยมฯ กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังคงมุ่งมั่นเรียนด้านดนตรีโดยเฉพาะ ใช้ชีวิตง่ายๆ สบายๆ โดยไม่เคยบอกว่าตัวเองเคยเป็นนักร้องดังที่เมืองไทย แต่สุดท้ายความลับก็ไม่มีในโลก
        
       
       “ตอนนั้นเราไปนั่งห้องคอมพ์กับเพื่อน เกิดนึกสนุกก็เลยเอาชื่อแต่ละคนมาเสิร์ชดู เราก็ยังไม่ได้คิดอะไร พอเพื่อนเสิร์ชปุ๊บ เห็นรูปเห็นข้อมูลของเราขึ้นมาเต็มเลย เพื่อนก็งง ทำเสียงตกใจ “แจ๊ส! นี่อะไร” แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไรและเขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร สุดท้ายเขาก็ไปทำการบ้านมา แล้วก็บอกต่อๆ กันไป คนในห้องก็เลยรู้กันหมดว่าเราเคยเป็นนักร้องที่เมืองไทย แต่ถึงรู้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรค่ะ แจ๊สก็ยังเป็นแจ๊สคนเดิม เป็นเด็กกิจกรรม ขลุกอยู่กับเพื่อนในวง แต่งเพลง ซ้อม โชว์ตามงาน ยังใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบที่อยากใช้เหมือนเดิม”
        
       ยิ่งใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษนานเท่าไหร่เหมือนหนทางการกลับมาเป็นนักร้องไทยอย่างในอดีตจะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น แต่แจ๊สกี้ก็ไม่เคยหวั่น เพราะเลือดนักดนตรีของเธอไม่เคยน้อยลงเลย ไม่ต่างจากตอนที่ค้นพบว่ารักการร้องเพลงมาตั้งแต่ 9 ขวบ ถึงแม้เป็นคนขี้อายขนาดไหน แต่แล้วเธอก็รวบรวมความกล้าไปเทสต์หน้ากล้องจนถูกจับมาเป็นคู่หูดูโอ้แสนโด่งดัง พอย้ายไปอังกฤษก็ยังคงสานต่อความฝันสู่เส้นทางนักร้อง กระทั่งตัดสินใจกลับประเทศไทยเป็นการถาวรเพื่อมาดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เธอก็ยังไม่ท้อ ขอเริ่มใหม่อีกครั้งที่นี่... ที่บ้านเรา
       

       
       Thailand only!
       ห่างหายไปจากวงการเพลงไทยนาน กลับมาครั้งนี้ทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คนไทยที่เติบโตมาพร้อมๆ กันอาจจะมองไม่ออก แต่วัดจากสายตาของเธอแล้ว แจ๊สกี้พูดด้วยน้ำเสียงเริงร่าว่า “เมืองไทยเราพัฒนาขึ้นเยอะนะคะ”
        
       
       “แจ๊สต้องยอมรับว่าตอนที่อยู่ที่นู่นไม่ค่อยได้ติดตามเพลงไทยเยอะ เพราะไม่มีเพื่อนคนไทยและไม่มีโอกาสได้ฟังเท่าไหร่ แต่พอกลับมาเมืองไทยได้ฟังมากขึ้น ก็ดีใจค่ะ รู้สึกว่ามีคนลุกขึ้นมาทำเพลงกันเอง แต่งกันเอง แล้วก็มีศิลปินอินดี้เยอะขึ้น ทำให้คนทั่วๆ ไปรู้สึกว่าเขาสามารถทำเพลงกันได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งค่ายใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ เพราะบางครั้งการเป็นศิลปินในค่ายก็จะมีกรอบบางอย่างครอบเราอยู่ ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ที่ควรจะมีมันหายๆ ไป เทียบกับเมื่อก่อนแล้ว รู้สึกว่าเรื่องเพลงเป็นเรื่องสากลมากขึ้น พอเพลงมีเยอะขึ้น ศิลปินมีมากขึ้น คนฟังก็เลือกเสพได้มากขึ้น ในฐานะคนทำเพลงก็ดีใจค่ะที่ได้เห็นอะไรแบบนี้”
        
       
       อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่รู้สึกสะดุดตามากๆ คือ “เวทีการประกวดร้องเพลง” แจ๊สกี้ไม่เคยคิดว่าประเทศไทยจะมีมากขนาดนี้ และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ... มากจนเกินพอดีเสียด้วยซ้ำ
        
       
       “มันดีตรงที่เวทีพวกนี้ช่วยนำทางคนที่อาจจะไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทางไหน คนที่ไม่มีโอกาสโชว์ความสามารถตัวเองที่อื่น หรือคนที่ไม่ได้ทำเพลงเองได้เข้ามาลองดู แต่มันมีเยอะไปนิดหนึ่งนะแจ๊สว่า จริงๆ แล้วคนเก่งๆ ที่เข้ามาประกวดมีเยอะนะ แต่พอมีหลายๆ เวที มันเลยทำให้เหลือคนเก่งจริงๆ อยู่น้อย คนที่ชนะแต่ละเวทีก็ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด เพราะถ้ามีเวทีประกวดเวทีเดียวที่ทุกคนในประเทศไทยมาเข้าร่วม เราก็จะได้คนที่เก่งที่สุด แต่ตอนนี้มีหลายเวทีมาก คนที่เก่งก็เลยเฉลี่ยไปแต่ละเวที แจ๊สเลยคิดว่าอาจจะทำให้คุณภาพของนักร้องที่ได้น้อยลงไปด้วย”
        
       
       ส่วนที่ไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือการเลือกศิลปินจากหน้าตา “ถ้าเทียบกับในต่างประเทศจะแข่งขันกันสูงกว่า แล้วคนที่มาเป็นนักร้องส่วนใหญ่จะเรียนด้านนั้นมาเลย หรือไม่ก็แต่งเพลงกันเอง ทำกันเองค่ะ ส่วนเรื่องหน้าตาจะไม่ค่อยเน้นเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นบ้านเราจะค่อนข้างมองเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน แจ๊สกลับมายังโดนว่าเลยค่ะว่าอ้วน (ยิ้มขำๆ) ซึ่งเราก็อ้วนจริงๆ แหละ และถ้าจะอยู่เมืองไทยก็ต้องยอมรับตรงนี้ ตอนนี้ก็พยายามลดอยู่เรื่อยๆ ค่ะ” แจ๊สกี้ก้มหน้ารับผิดก่อนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
        
       
       “แต่จะว่าวงการเพลงอย่างเดียวก็ไม่ถูกนะคะ เพราะจริงๆ แล้วก็เป็นกันทุกวงการเลยเท่าที่เห็น โดยเฉพาะวงการบันเทิง ถ้าไม่สวย ไม่ขาว ไม่ผอมก็ไม่ได้งาน ทั้งๆ ที่คนอีกแบบอาจจะมีประสบการณ์มากกว่า มีความสามารถมากกว่า เป็นแบบนี้มาตลอด แต่เราคงทำอะไรไม่ได้มากหรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ถ้าจะเป็นก็อยากให้เป็นส่วนน้อยๆ จะดีกว่า”
        
       
       ตบท้ายด้วยค่านิยมใหม่ๆ ที่แจ๊สกี้อาจจะยังไม่ทันสังเกต “ศิลปินอเนกประสงค์” คนคนเดียวต้องทำงานให้ได้หลากหลายจึงจะอยู่ในวงการบันเทิงไทยได้นานๆ ไม่ว่าจะร้องเพลง แสดงละคร เป็นพิธีกร หรืออยู่เบื้องหลัง ต้องทำได้หมด เพราะน้อยคนนักที่เป็นแค่นักร้องหรือนักแสดงอย่างเดียวแล้วจะอยู่รอด เกี่ยวกับเรื่องนี้แจ๊สกี้ได้แต่ยิ้มรับและให้คำตอบตามประสาผู้หญิงมองโลกในแง่ดี “จริงๆ ก็ดีนะคะ มันทำให้เราได้พัฒนาตัวเองให้เก่งในหลายๆ ด้าน ซึ่งก็เป็นผลดีต่อคนจ้างงานเราและตัวเราเองด้วย”
        
       “แต่แจ๊สก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปฝึกตัวเองให้ทำอะไรๆ ได้หลายๆ อย่างเพื่อให้เขาจ้างเรานะ (ยิ้ม) แจ๊สอยากทำงานเพลงเป็นหลักก่อนค่ะ แต่ถ้ามีงานอื่นเข้ามาแล้วเราทำได้ แจ๊สก็อยากรับ อย่างงานละคร ถ้ามีคนเสนองานให้ก็อยากลองค่ะ ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า แต่ถ้ามีโอกาสให้ฝึกก็จะพยายาม ถ้างานไหนคิดว่าตัวเองทำได้และสามารถให้เวลากับมันได้เต็มที่ แจ๊สก็ยินดีทำค่ะ” น้ำเสียงของเธอหนักแน่นชัดเจน
       

       
       ขยาดผู้ชายไทย
       ตั้งใจจะถามสเปกผู้ชายของแจ๊สกี้เพื่อเติมความหวังให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ชาวไทย แต่กลับกลายเป็นการดับฝันชายไทยเสียนี่! ไม่ใช่เพราะเธอมีคนที่ใช่อยู่แล้วหรอกนะ แต่แจ๊สกี้ชอบผู้ชายตะวันตกมากกว่า ส่วนเหตุผลก็ชัดๆ ตรงๆ คือ “จริงๆ แล้วแจ๊สไม่ได้แอนตี้ผู้ชายไทยเลยนะ แต่ที่รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เป็นเพราะกิตติศัพท์เรื่องความเจ้าชู้นี่แหละค่ะ”
        
       
       “ตอนที่แจ๊สกลับมาจากอังกฤษใหม่ๆ ศัพท์คำแรกที่ได้ยินและไม่เข้าใจเลยคือคำว่า “กิ๊ก” ไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าไง เพื่อนเราก็อธิบายให้ฟังว่ามันหมายความว่าถึงมีแฟนก็มีกิ๊กได้ และกิ๊กก็มีหลายคนได้ด้วย เราก็เอ่อ... (ทำหน้ากลัวๆ) บวกกับเท่าที่ได้ยินที่เพื่อนๆ เล่าเรื่องจริงให้ฟังด้วย เลยยิ่งรู้สึกว่าน่ากลัวค่ะ แจ๊สไม่อยากต้องมานั่งวิตกกังวลตลอดเวลา คือเข้าใจนะคะว่านิสัยเจ้าชู้มันมีกันทุกประเทศ แต่ถ้าเทียบกับผู้ชายตะวันตก อย่างที่อังกฤษจะไม่มีกิ๊กอะไรแบบนี้เลยค่ะ คือถ้าเขาเป็นคนเจ้าชู้ เขาก็จะแสดงออกมาเลยว่าเป็นเพลย์บอย จะไม่ใช่ว่ามีแฟนแล้วก็ไปมีคนอื่นเก็บไว้อีกอย่างแนบเนียน แล้วแจ๊สไม่ใช่คนประเภทคบใครแล้วต้องตามเช็กด้วย ก็เลยไม่เอาดีกว่า”
        
       
       เห็นว่ากล้าเปิดใจเรื่องกิ๊กๆ กั๊กๆ ขนาดนี้ จึงขอให้เธอช่วยตอกย้ำคนหลายใจทั้งหลายให้รู้ตัวไว้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับกันได้ เจ้าตัวน้อมรับด้วยความยินดี แล้วแสดงความคิดเห็นอย่างที่มักพร่ำบอกเพื่อนๆ เสมอๆ ว่า “ไม่มีคำว่า “กิ๊ก” ในพจนานุกรมของแจ๊ส!”
        
       
       “ถ้าเกิดยังไม่ได้ตกลงคบหาจริงจัง ยังดูๆ กันอยู่ ก็โอเคนะถ้าจะคุยๆ กับหลายๆ คน แต่ถ้ามีแฟนอยู่แล้ว ไม่ควรทำเลยค่ะ ถ้าอ้างว่ามีกิ๊กเป็นเรื่องปกติก็ต้องถามว่าแล้วแฟนของคุณรู้หรือเปล่าล่ะ ถ้าคนที่เป็นแฟนเขายอมรับได้ที่เขาจะมีกิ๊ก มันก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ แต่ยังไงแจ๊สก็อยากสนับสนุนให้ผู้หญิงคนนั้นเอาตัวออกมาอยู่ดี แต่ถ้าเขายินดีที่จะไม่ออกมา ก็ขึ้นอยู่กับความสุขใจของแต่ละคนค่ะ เขาต้องเลือกเอง แต่สำหรับแจ๊ส แจ๊สไม่เอาดีกว่าค่ะ เรื่องแบบนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ชีวิตดีขึ้นเลย แจ๊สไม่ชอบการคบที่ต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องค่ะ มันเสียเวลาชีวิต!”
        
       
       ส่วนข้ออ้างที่ว่า “ในเมื่อแฟนให้ในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ทุกอย่าง ก็ต้องหาคนอื่นที่เติมเต็มให้ได้” แจ๊สขอฟันธงเลยว่าเป็นความคิดที่ผิดและเห็นแก่ตัวสุดๆ ถ้าคู่รักคู่ไหนเกิดความรู้สึกแบบนี้ต่อกันก็ขอให้เลิกคบกันไปดีกว่า เพราะถ้าคนรักคนนั้นไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกอีกฝ่ายได้ ก็แสดงว่าเขาไม่ใช่
        
       
       “ความรู้สึกของแจ๊สในเรื่องของความรัก แจ๊สเชื่อว่ามันจะต้องมีคนที่ใช่ค่ะ อาจจะไม่ถึงกับเป็น Soulmate คิดว่าเขาใช่แล้วจะไม่มีปัญหาอะไรอีกเลย ทุกคู่มีปัญหาหมดแหละค่ะ ถึงจะเป็นเนื้อคู่กันก็ต้องมี เราเลยต้องเรียนรู้ที่จะศึกษากันไป และก่อนที่จะเจอคนคนนั้น เราก็ต้องลองศึกษาหลายๆ คน แต่ทีละคนนะ (ยิ้ม) ถ้าดูๆ แล้วรู้สึกว่าคนนี้ไม่ใช่ เราก็ต้องลองเปิดโอกาสให้คนอื่นดู แต่ไม่ใช่ว่ากั๊กเอาไว้หลายๆ คนทีเดียว ทำอย่างนั้นเราไม่มีวันรู้หรอกค่ะว่าคนไหนกันแน่คือคนที่ใช่ ดีไม่ดีคนที่ใช่อาจเดินอยู่ข้างหน้าเราก็ได้แต่เราไม่รู้ เพราะมัวแต่กั๊กคบกิ๊กหลายคนอยู่”
        
       
       ถามให้เคลียร์ๆ ชัดๆ อีกสักทีว่าตกลงแล้วสเปกของเธอเป็นแบบไหน แจ๊สตอบว่า “ไม่มีสเปกค่ะ” แต่เท่าที่ให้เลือกจากชอยส์ที่เสนอให้ ได้คำตอบแบบคำต่อคำออกมาประมาณนี้ “ชอบคนเสมอต้นเสมอปลาย วันแรกยังไง อีกสามปีให้ได้อย่างนั้น ไม่ชอบคนมีมาดเยอะๆ ค่ะ ถ้าขี้เก๊กนี่ ไปตรงโน้นเลย (ชี้นิ้วไปอีกฝั่งหนึ่งด้วยสีหน้าขี้เล่น) เอาง่ายๆ เป็นคนสบายๆ มีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ถึงกับซีเรียส แล้วก็ไม่ได้บ้าบอ ที่สำคัญต้องไม่เจ้าชู้ค่ะ” ย้ำแล้วย้ำอีกอย่างนี้ เห็นทีว่าพวกเพลย์บอยต้องทำใจเสียแล้ว
        
       หนุ่มๆ คนไหนคิดว่าตัวเองพร้อมจะสร้างมาตรฐานชายไทยใหม่ ตัด “นิสัยเจ้าชู้” ทิ้งไปได้ และมั่นใจว่ามีคุณสมบัติอย่างที่แจ๊สกี้บอกมาก็ลองดู แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าช่วงนี้เธอมุ่งหน้าทำแต่งาน ไม่มีกะจิตกะใจมาสนใจเรื่องความรักเท่าไหร่ แต่ยังแอบทิ้งท้ายว่า “ถ้ามีใครเข้ามาแล้วทำให้เราหวั่นไหวได้ ก็ค่อยดูกันไปค่ะ”
       

       
       หนูน้อยคนเดิม
       มุมน่ารักๆ ของเธอก็เคยเห็นแล้ว มุมเซ็กซี่ก็มีแล้ว ถามว่ายังมีมุมไหนอีกไหมที่คิดว่ายังไม่เคยมีใครได้เห็น คนถูกถามยิ้มมุมปากแล้วนั่งคิดอยู่พักใหญ่ แต่แล้วก็คิดไม่ออก เพราะเธอยืนยันว่าจริงๆ แล้วตัวตนทุกวันนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนเด็กๆ มากนัก แค่โตขึ้น มีความคิดมากขึ้นเท่านั้น แต่นิสัยอย่างอื่นก็ยังเหมือนเดิม
        
       
       “แฟนคลับกลุ่มเดิมที่เคยรู้จักเราจากตอนเด็กๆ พอมาเจอเรา เขาก็บอกว่าเราเหมือนเดิมนะ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ถ้ามีอาจจะคิดว่าไปถ่ายอะไรมาน่ะ (น้ำเสียงขี้เล่น) แจ๊สยังขี้อายแล้วก็พูดไม่เก่งเหมือนเดิม แต่ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะเพราะเราต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนให้คุยกับคนอื่นจะไม่คุยเลยนะ นั่งเงียบอย่างเดียว พอบอกให้ร้องเพลงถึงค่อยร้อง (ยิ้ม)”
        
       
       หลายคนคงไม่เชื่อเมื่อผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาถ่ายเซ็กซี่จะบอกว่าตัวเองเป็น “คนขี้อาย” แต่ผู้สัมภาษณ์ขอยืนยันว่าแจ๊สกี้ขี้อายจริงๆ ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องถ่ายแฟชั่นเซตนั้น เธอจะหน้าแดงขึ้นมาทันที แดงจนทำเอาคนถามเขินตามไปด้วย แต่ในบางมุมเธอก็เป็นคนแฟร์ๆ ลุยๆ ถึงไหนถึงกัน ถือว่าเป็นผู้หญิงที่มีหลายมิติจริงๆ
        
       
       “เป็นคนปากหวานไม่เป็นค่ะ ชอบพูดตรงๆ บางทีก็เลือกใช้คำพูดไม่ถูกจนคนอื่นอาจจะคิดว่าเราพูดแรงไปบ้าง ยังไงถ้าทำให้ใครรู้สึกว่าพูดแรงเกินไปก็ขอโทษด้วยนะคะ แล้วก็ค่อนข้างเป็นคน Sensitive หวั่นไหวง่าย บางทีก็จะมีอารมณ์ศิลปิน มีโลกส่วนตัวสูง โดยเฉพาะเวลาแต่งเพลง จะชอบอยู่คนเดียวค่ะ ไม่ออกไปข้างนอกเลย โดยเฉพาะที่ที่คนเยอะๆ นี่ไม่ไปเลย ไม่ชอบชอปปิ้งด้วย เป็นผู้หญิงยังไงไม่รู้เนอะ (ยิ้ม) ถ้าจะไปชอปจะลิสต์ไปเลยว่ามีอะไรต้องซื้อบ้าง จะไม่ไปดูเสื้อผ้าในราว sale แล้วค่อยๆ เลือก อะไรอีกดี... (พยายามนึกเพื่ออธิบายตัวตนเพิ่มเติม) แจ๊สว่าพอทำเพลงออกมาแล้วคนอาจจะเก็ตเรามากขึ้นมั้งคะ” เธอยิ้มแบบเขินๆ
        
       
       ว่าแล้วก็หยิบเอาเพลงที่เพิ่งแต่งเสร็จเพลงแรกขึ้นมาร้องให้ฟัง เพลงนี้เพื่อนในวงมักแซวกันว่าแจ๊สกี้แต่งมาจากประสบการณ์ความรักของตัวเอง คงเป็นอย่างที่เธอบอก ฟังเพลงของเธอแล้วจะรู้เองว่าเธอเป็นคนแบบไหน
        
       
       “จะทำยังไง บอกเธอยังไง แต่เธอก็คงไม่สนใจ เพียงเธอสบตา เธอเดินเข้ามา ก็ทำให้ใจฉันหวั่นไหว ไม่รู้จะห้ามใจได้ไง ทบทวนและดูๆ เองให้เข้าใจ ที่เราต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ ถามใจและลองบอกเธอเลยได้ไหม โอ๊ะโอ เย เฮ... อยากบอกให้เธอรู้ ใจฉันมีแต่เธอเพียงผู้เดียว โอ๊ะ โอ โอ้ เย้... I’m falling for you ถึงแม้จะกลัวแต่ก็คงต้องพูดไป”
        
       ได้ยินเสียงใสๆ ของเธอแล้วชวนให้นึกถึงความหลังเมื่อครั้งวันวานเสียจริงๆ ถามว่าแฟนคลับเก่าๆ พอจะมีโอกาสได้ดู “นาตาลี-แจ๊สกี้ รีเทิร์น” อย่างที่แร็ปเตอร์ทำสำเร็จมาแล้วหรือเปล่า แจ๊สกี้ตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “อยากให้มีนะคะ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ไหม ถ้ามีคนติดต่อมาก็ดีค่ะ เพราะนาตาลีกับแจ๊สก็คุยกันมาตลอดว่าอยากร่วมงานด้วยกันอีก จะเป็นงานเซ็กซี่หรืองานเพลงก็ต้องดูอีกทีค่ะ แต่อยากทำด้วยกันมาก เพราะมันนานมากแล้วที่ไม่ได้ทำงานด้วยกัน 10 ปีได้แล้ว ถ้ามีคอนเสิร์ตนาตาลี-แจ๊สกี้อีกครั้งก็น่าสนุกดีนะคะ เคยคุยๆ กันแล้วยังนั่งขำกันอยู่เลยค่ะ บอกว่าถ้าจะให้มาเต้นท่า “สตรอเบอรี” อีกก็คงไม่ไหวแล้วมั้ง อายุปูนนี้แล้ว (หัวเราะ)”
       

       
       
       
       
       
       ---ล้อมกรอบ---
       กว่าจะเซ็กซี่
       กว่าจะเซ็กซี่ชวนเข็ดฟันอย่างที่เห็นในโฟโต้บุ๊กบนนิตยสารออนไลน์ CLV: Camera Lover ขอบอกว่ามีแต่งานหินๆ ทั้งนั้น ถ่ายทำแฟชั่นทั้งหมด 3 เซต คือชุดโทนขาว โทนดำ และเซตใต้น้ำ แต่ใช้เวลาถึงสองวันเต็มๆ แบบคุ้มค่าทุกนาที โดยเฉพาะฉากใต้น้ำที่ต้องดำผุดดำว่ายกันอยู่ครึ่งค่อนวันท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงๆ
        
       
       “ก่อนที่จะลงน้ำ แจ๊สขึ้นไปถ่ายบนลานฮอลล์ก่อน ซึ่งเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี มาลงน้ำอีกทีเลยสุกมาก แล้วกว่าจะถ่ายแต่ละรูปได้ ต้องโพสแต่ละท่าอยู่นานมาก เพราะพี่นิพนธ์จะเป็นคนค่อนข้างประณีต กว่าจะกดชัตเตอร์แต่ละครั้งได้ต้องให้ทุกอย่างเป๊ะก่อนเพราะเขาไม่อยากรีทัชภาพมากค่ะ เราเลยต้องโพสอยู่นานมาก ก็มีภาพเซตใต้น้ำน่ะค่ะที่ต้องรีทัชฟองใต้น้ำหน่อย”
        
       
       “ตอนลงในน้ำก็ลำบากมากค่ะ ต้องกลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำ พยายามให้มีฟองออกมาจากปากจากจมูกน้อยที่สุด ภาพจะได้สวยๆ แล้วยังต้องทำท่าแหวกว่ายอย่างที่พี่เขาดีไซน์ให้ด้วย ท่าก็ต้องสวย ชุดที่ใส่ก็ต้องพลิ้ว ยากมาก ผุดๆ ดำๆ อยู่ตรงนั้นนานเหมือนกัน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น ถ่ายเสร็จวันนั้นก็มีงานร้องเพลงต่อด้วย พอกลับบ้านก็น็อกเลยค่ะ ป่วยเลย ต้องพักไปอีกหลายวัน นี่ที่เพิ่งติดเชื้อในลำไส้อาจจะเพราะกลืนน้ำเข้าไปก็ได้นะเนี่ย (หัวเราะ)”
        
       
       อย่างที่แจ๊สกี้ย้ำเสมอว่าตัวเองเป็นคนขี้อาย แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของทีมงานทำให้เธอกล้าปลดปล่อยความเซ็กซี่ออกมาได้ เธอบอกอย่างนั้น ตอนแรกก็นึกว่าโม้ แต่พอเจ้าตัวเล่าไปด้วย เขินหน้าแดงไปด้วย จึงเชื่อแล้วว่าเธออายจริง ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด
       
       “เวลาเราถ่าย มันไม่ได้มีคนมาคอยจับจ้องร่างกายของเรา คือพี่เขาไม่ได้เน้นแค่ส่วนอึ๋มๆ หรือเน้นโฟกัสส่วนนั้นของเรา ยังไงดีล่ะ พูดลำบากเนอะ (ยิ้มเขินๆ) ตอนแรกก็กลัวใจตัวเองเหมือนกันค่ะว่าจะทำได้ไหม แต่วันนั้นอาจจะเป็นอารมณ์อังกฤษๆ หน่อยมั้งคะก็เลยทำได้... ไม่รู้สิ เราแฮปปี้กับคอนเซ็ปต์ ชุดที่เขาให้มาก็ปิดทุกอย่าง ไม่มีใครมาเห็นของเรา พอช็อตไหนต้องโชว์เยอะหน่อย เขาก็จะเหลือคนไว้นิดเดียว คอยช่วยเซฟให้เรา มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิดไว้ตั้งแต่แรกเลยค่ะ พอถ่ายแล้วเบาใจมากกว่าก่อนถ่ายด้วยซ้ำ คือมันมีทำท่าเซ็กซี่ ดึงชุดขึ้นบ้างก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนเห็นของแจ๊สหมดนะ” แล้วผู้สัมภาษณ์ก็ปิดประเด็นก่อนที่คนถูกถามจะหน้าแดงมากกว่านี้
       

       
       ผู้ดีอังกฤษผสมไทย
       ที่เห็นว่าแจ๊สกี้เป็นคนขี้อายและเรียบร้อยมากๆ คงเป็นเพราะเธอโตมาจากสองวัฒนธรรม คือมีความเป็นระเบียบแบบผู้ดีอังกฤษ และเรียบร้อยเหมือนผู้หญิงไทย
        
       
       ในฝั่งตะวันตก เธอถูกปลูกฝังให้คิดแบบอังกฤษ “จะถูกสอนให้รับผิดชอบทุกเรื่องด้วยตัวเราเองค่ะ บางทีคุณแม่จะมีห้ามบ้าง คอยบอกคอยสอน แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้เราตัดสินใจเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไปแล้ว ไม่มีใครมารับผลกระทบอีกแล้วนอกจากตัวเราเอง” หรือแม้แต่เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร เธอก็ได้รับสืบทอดมาอย่างดีจากคุณป้าผู้ดีอังกฤษของเธอ
        
       
       ทางฝั่งเอเชีย แจ๊สกี้ได้รับอิทธิจากคุณแม่เต็มๆ “คุณแม่อยากให้แจ๊สเรียบร้อย ก็เลยให้เรียนเมืองไทย เข้าโรงเรียนไทยแป๊บหนึ่ง เพื่อจะไม่ให้เราเป็นฝรั่งจ๋า นิสัยแบบไทยๆ ที่ได้มาน่าจะเป็นเรื่องความเรียบร้อยค่ะ แล้วก็ไม่ให้มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ไม่โอเวอร์แอ็กติ้งเหมือนฝรั่ง รู้สึกเกรงใจคนอื่น กตัญญูรู้คุณ ตอบแทนบุญคุณ แล้วก็เคารพผู้ใหญ่ค่ะ”
       
       ส่วนนิสัยลุยๆ ที่ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ เธอบอกว่าได้มาจากการเล่นกับพี่ชายแสนซนมาตั้งแต่เด็ก “เราสนิทกันมากค่ะ แล้วเขาจะเล่นกับเรารุนแรงตลอด โดยเฉพาะตอนเล่นมวยปล้ำ พอเขาเบื่อ ไม่มีอะไรทำ ก็จะมาชวนเราทะเลาะ ซ้อมมวยปล้ำกับเราทุกวัน ไม่งั้นก็จะชวนไปเล่นหุ่นยนต์กับเขา มีกันสองคนก็ต้องผลัดกันเล่นค่ะ แล้วเขาก็มาเล่นตุ๊กตาบาร์บี้กับเรา แต่เขาเล่นแบบพิลึกค่ะ เห็นว่ามีแต่บาร์บี้ผู้หญิง อยากให้มีบาร์บี้ผู้ชายบ้าง ก็เอาบาร์บี้เราไปตัดผม วาดเครา แล้วเพื่อนเขาก็เอาไฟมาเผาชุดให้หดสั้น เสร็จแล้วก็เอามาตัดเป็นชุดผู้ชาย เห็นแล้วโกรธมาก ตีกันใหญ่เลย (หัวเราะร่า)”
       

       
       ประวัติส่วนตัว
       ชื่อ-สกุล: แจ๊สกี้-จริยา แซร่าฮ์ เอชเวิท
       วันเกิด: 28 พฤษภาคม 2530
       การศึกษา: จบด้านดนตรี เอกการขับร้อง University of Chichester ประเทศอังกฤษ
       ความสามารถ: เล่นเปียโน, เต้นแจ๊ซ, วินด์เซิร์ฟ, กำลังหัดเล่นกีตาร์และอะคูเลเล่
       ผลงาน: นักร้องวง “นาตาลี-แจ๊สกี้”, Big Mountain Concert Festival 3, โฟโตบุ๊ก นิตยสาร CLV

        
        
       ขอบคุณสถานที่ : Chapter 31 (สุขุมวิท ซ.31)
       
       ข่าวโดย Manager Lite/ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
       ภาพโดย... นิพนธ์ พลวงศ์ตระกูล, พลภัทร วรรณดี

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เปิดใจรักนางมารร้ายสุดฉาว “โม – อมีนา”
“เศรษฐีชาวไร่แดนอาทิตย์อุทัย” รวยเพราะ...?
บุกมาบุญครอง! "ติ่ง iPhone6" ขอโก้โชว์หรูก่อนใคร
เจ้าของเครื่องแรก iPhone 6 ทำเครื่องตก..ตลกไม่ออก!
ศึกล้างบัญชีแค้น "ช่างกลตีกัน" หมดเวลากร่างในยุค "บิ๊กตู่"
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 36 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014