รองปลัด ยธ.ชี้ นศ.ช่วยโกงสอบนายสิบ โทษสูงสุดฐานอั้งยี่ ปิดโอกาสรับราชการ วอนมหา’ลัยอย่าซ้ำเติม

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
12 มกราคม 2560 12:27 น. (แก้ไขล่าสุด 12 มกราคม 2560 12:48 น.)
รองปลัด ยธ.ชี้ นศ.ช่วยโกงสอบนายสิบ โทษสูงสุดฐานอั้งยี่ ปิดโอกาสรับราชการ วอนมหา’ลัยอย่าซ้ำเติม
        MGR Online - รองปลัด ยธ.โพต์เฟซบุ๊กกรณีนักศึกษาช่วยโกงสอบนายสิบ ใช้ความฉลาดไปในทางที่ผิด มีประวัติอาชญากรรมติดตัวตลอดชีวิต รับเสียดายโอกาสเข้ารับราชการหรือหน่วยงานที่กำหนด “ห้ามจำคุก-ถูกพิพากษา” มาก่อน ระบุโทษหนักสุดฐานความผิดอั้งยี่ จำคุก 7 ปี ปรับ 14,000 บาท วอนมหา’ลัยอย่าตัดสิทธิซ้ำเติม
       

       
       วันนี้ (12 ม.ค.) นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กระบุว่า กรณีรับจ้างเข้าไปเฉลยข้อสอบการสอบคัดเลือกนักเรียนนายสิบตำรวจ ตามกระแสข่าวดูเหมือนจะมีเยาวชนที่เป็นนักศึกษาแพทย์ วิศวกรรม และอื่นๆ ร่วมอยู่ในกระบวนการด้วย และพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหาฐานแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าหน้าที่ตามมาตรา 137 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานอั้งยี่ มาตรา 209 จำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นสี่พันบาท และฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น
       
       เมื่อพิจารณาเบื้องต้นน่าจะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิด “กรรมเดียว” แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้ “บทที่มีโทษหนักที่สุด” ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 90 ประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น ในกรณีนี้อัตราโทษบทที่มีโทษหนักสุด คือ ฐานความผิดอั้งยี่ มาตรา 209 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นสี่พันบาท หากผู้ต้องหาหรือจำเลยกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องแล้วปฏิเสธ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกระบวนการต่อไป
       
       แต่หากจำเลยกระทำความผิดจริงและให้การรับสารภาพ อัตราโทษก็จะลดลงมากึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี 6 เดือน ก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถขอเหตุอันควรแก่การปรานีต่อศาล ด้วยการร้องขอต่อให้ศาลมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม ด้วยว่าตนเองไม่ปรากฏว่ากระทำความผิดอื่นใด หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะให้โอกาสรอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
       
       อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เยาวชนเหล่านี้จะต้องมีประวัติอาชญากรติดตัวไปชั่วชีวิต ไม่สามารถเข้ารับราชการ หรืองานอื่นใดที่หน่วยงานเหล่านั้นได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเข้าทำงานได้ว่า “ต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยต้องโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษามาก่อน”
       
       “อนึ่ง อย่างไรสถานศึกษาก็ไม่ควรไปตัดสิทธิการให้ศึกษาต่อของเยาวชนเหล่านี้ มิเช่นนั้นจะเป็นการสร้างภาระให้กับสังคมและประเทศชาติ ไม่ใช่เป็นการสร้างพลัง ส่วนเขาเหล่านั้นเมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือไปเจอหน่วยงานใจดีรับให้เข้าไปทำงานก็ได้ และที่สำคัญก็จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ประเทศไทยควรเป็นประเทศที่มุ่งลงโทษเพื่อการบำบัด แก้ไขฟื้นฟูมากกว่า เพื่อเป็นการแก้แค้นทดแทนครับ”
       
       


จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
ยังไม่มีผู้เห็นด้วย
0 %
ไม่เห็นด้วย 3 คน
100 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017