โอ้โหน่าสนใจ! ผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียชี้ “ดื่มเรดบูลวันละ 2 กระป๋อง” เสี่ยงหัวใจล้มเหลวเกือบ 1 ใน 5 ของคนที่ไม่เคยตรวจ

โดย MGR Online   
12 พฤษภาคม 2560 00:09 น. (แก้ไขล่าสุด 15 พฤษภาคม 2560 08:52 น.)
โอ้โหน่าสนใจ! ผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียชี้ “ดื่มเรดบูลวันละ 2 กระป๋อง” เสี่ยงหัวใจล้มเหลวเกือบ 1 ใน 5 ของคนที่ไม่เคยตรวจ
        เอเจนซีส์ - การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญชื่อดังประจำโรงพยาบาล เดอะ รอแยล พรินซ์ อัลเฟรด และสถาบันเซ็นเทนารีของออสเตรเลียล่าสุดเตือน “ดื่มเรดบูล” 2 กระป๋อง หรือเครื่องดื่มให้พลังงานแค่ 500 มล.เท่านั้น สามารถเพิ่มความเสี่ยงวูบด้วยหัวใจล้มเหลวกับคนที่ไม่เคยมีประวัติตรวจโรคหัวใจมาก่อนได้ถึงเกือบถึง 1 ใน 5
       
       หนังสือพิมพ์เดอะซัน สื่ออังกฤษรายงานในวันพุธ (10 พ.ค.) ว่า นักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลียศึกษาความสัมพันธ์ของเครื่องดื่มให้พลังงานที่ผสมกาเฟอีนที่มีชื่อเสียงเป็นต้นว่าเรดบูล หรือมอนสเตอร์ นั้นจะส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลวในคนที่มีความผิดปกติจังหวะคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจ หรือรู้จักในนาม โรคลองคิวทีซินโดรม (Long Q-T Syndrome, LQTS )ได้อย่างไร
       
       โรคนี้เป็นที่รู้ดีในวงกว้างว่า คนทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้เพราะมีอาการปรากฏทางร่างกายแค่เล็กน้อย และส่งผลทำให้คนจำนวนมากเล็ดรอดการตรวจหาโรค LQTS
       
       เดอะซันชี้ว่า ในการศึกษาล่าสุดที่มีหัวหน้าคณะ คือ ศาสตราจารย์ คริสโตเฟอร์ เซมซาเรียน (Christopher Semsarian) นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจชื่อดังของออสเตรเลีย ประจำโรงพยาบาล เดอะ รอแยล พรินซ์ อัลเฟรด (The Royal Prince Alfred Hospital) และผู้อำนวยการโครงการการศึกษาโรคหัวใจระดับโมเลกุล (Molecular Cardiology) ประจำสถาบันเซ็นเทนารี (Centenary Institute) รวมไปถึงยังเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้ทำการทดสอบเจาะจงลงไปถึงผลกระทบของการดื่มเรดบูลต่อผู้ป่วยโรค LQTS
       
       โรค LQTS จากการรายงายของเอบีซีนิวส์ ออสเตรเลียนั้นเข้าใจว่า เป็นโรคความผิดปกติของหัวใจที่มาจากยีนส์ที่ได้รับสืบทอดสืบต่อจากบิดามารดาเป็นหลักนั้นถูกพบในออสเตรเลียทุก 1 ต่อ 2,000 คน
       
       โดยในการศึกษา ศาสตราจารย์นายแพทย์เซมซาเรียนระบุว่า “จากการวิจัยพบว่าเครื่องดื่มที่ให้พลังงานทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ คือ หนึ่งเปลี่ยนระบบความดันเลือด และเปลี่ยนระบบจังหวะการเต้นของหัวใจ”
       
       เดอะซันรายงานว่า ในการวิจัย ทีมของศาสตราจารย์นายแพทย์เซมซาเรียน ได้ทำการทดสอบกับกลุ่มผู้ป่วยโรค LQTS จำนวน 24 คนในออสเตรเลียที่มีอายุตั้งแต่ 16-50 ปี และหลังจากนั้นได้แบ่งคนทั้งหมดออกเป็น 2 กลุ่ม
       
       โดยพบว่าในกลุ่มแรก ทางทีมงานได้ให้เครื่องดื่มเรดบูลแบบไม่มีน้ำตาล 2 กระป๋อง ซึ่งประกอบไปด้วยกาเฟอีนจำนวน 160 มก.และสารทอรีน (taurine) จำนวน 2,000 มก.
       
       ทั้งนี้ ในออสเตรเลีย เครื่องดื่มเรดบูลสูตรไม่มีน้ำตาลบรรจุกระป๋องมีขนาด 250 มล.
       
       ส่วนกลุ่มที่ 2 ทีมงานได้แจกเครื่องดื่ม 500 มล. ที่ไม่มีทั้งสารกาเฟอีนหรือสารทอรีนผสมอยู่ และหลังจากนั้นทีมนักวิจัยได้เฝ้าสังเกตระบบความดันเลือดและระบบจังหวะคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจของแต่ละคนที่เข้ารับการทดสอบในระยะเวลาทุก 10 นาทีตลอดเวลาการทดสอบ 1.30 ชม.
       
       สื่ออังกฤษรายงานต่อว่า หลังจากระยะเวลาดังกล่าวแล้วพบว่า มีผู้เข้ารับการทดสอบ 3 ราย หรือราว 12.5% ของทั้งหมดแสดงอาการป่วยโรค LQTS ออกมา ซึ่งหมายความว่า ระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจของพวกเขาเกิดติดขัด จึงไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังพบว่า 2 ใน 3 ที่แสดงอาการนั้นยังมีระดับความดันเลือดขึ้นสูงอย่างรวดเร็วผิดปกติ
       
       เดอะซันชี้ว่า ผู้ป่วยเหล่านี้มีประวัติทางครอบครัว ว่าเคยมีญาติเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขั้นเฉียบพลันมาแล้ว และ 2 คนจากทั้งหมดเคยมีอาการขั้นร้ายแรงมาก่อน และได้รับการรักษาด้วยวิธีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ หรือ “pacemaker”
       
       หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์นายแพทย์เซมซาเรียนชี้ว่า “ในบางรายกลุ่มบุคคลของผู้เข้าทดสอบอาจมีความเสี่ยงสูงกว่า” และกล่าวต่อว่า “ดังนั้นทางเราจึงขอให้คำแนะนำการเตือนในการบริโภคของเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานในกลุ่มคนอายุน้อยที่ป่วยเป็นโรค LQTS” ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจชาวออสเตรเลียให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อว่า “กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ ***กลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มวัยผู้ใหญ่ช่วงเริ่มต้น*** ที่แสดงถึงว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่บริษัททุ่มให้ความสนใจทางการตลาดอย่างหนักของสินค้าประเภทนี้”
       
       ศาสตราจารย์นายแพทย์เซมซาเรียนได้แสดงความเป็นห่วงในความมั่นคงทางสุขภาพทางสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน ซึ่งเป็นที่ยอดนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบันนี้ว่า “ความเสี่ยงต่อระบบหัวใจหลอดเลือดที่มีผลมาจากเครื่องดื่มพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขไปแล้ว”
       
       โดยให้เหตุผลว่า “เนื่องมาจากเครื่องดื่มประเภทนี้สามารถเข้าถึงคนได้ทุกวัย และยังสามารถหาซื้อได้เองโดยไม่มีข้อจำกัด จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาโรคหัวใจล้มเหลวและการบริโภคเครื่องดื่มประเภทนี้”
       
       ทั้งนี้ ปัจจัยความเสี่ยงต่อคนวัยรุ่นในออสเตรเลียต่อเครื่องดื่มเรดบูลนั้นยังสามารถอ้างอิงได้จากการศึกษาของรัฐวิกตอเรียในปี 2016 ที่ระบุพบว่า กลุ่มคนอายุระหว่าง 18-24 ปีในออสเตรเลีย กำลังนิยมดื่มเครื่องดื่มชูกำลังผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก โดยในรายงานชี้ไปว่า เครื่องดื่มค็อกเทลผสมที่มีส่วนประกอบของเครื่องดื่มบำรุงกำลังนี้กำลังเป็นภัยร้ายต่อสังคมออสเตรเลีย เอบีซีนิวส์ ออสเตรเลียระบุ
       
       ศาสตราจารย์นายแพทย์เซมซาเรียนได้กล่าวถึงความน่าเศร้าของโรคร้าย LQTS ที่เป็นภัยมืดซึ่งคนทั่วไปในออสเตรเลียมองไม่เห็น และอาจถูกกระตุ้นด้วยเครื่องดื่มพลังงาน หากเด็กออสเตรเลียที่มีปัญหาความผิดปกติจังหวะคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจบังเอิญหยิบเครื่องดื่มชูกำลังที่หาซื้อได้ง่ายจากร้านซูเปอร์มาร์เกตใกล้บ้าน และเกิดเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว
       
       โดยกล่าวให้ความเห็นว่า “เป็นคุณหรือใครก็ได้ที่อาจมียีนส์แสดงถึงความบกพร่องคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจโดยที่ไม่รู้ตัว” และกล่าวต่อว่า “หากคุณเกิดพบเห็นครอบครัวที่ต้องเสียลูกหลานที่ยังมีอายุไม่มากนักไป และคุณเกิดบอกกับคนเหล่านั้นว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อย คนเหล่านั้นอาจไม่สนใจฟัง”
       
       นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจท่านนี้ยังยืนยันว่า ผู้ปกครองเหล่านี้ต้องได้รับการศึกษาในชุมชนของตัวเองเกี่ยวกับเครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน ที่แค่เดินเข้าไปหยิบในร้านซูปเปอร์มาร์เก็ต 4 ขวดได้ในราคาแค่ไม่กี่ดอลลาร์ออสเตรเลีย และกล่าวต่อว่า เด็กอายุแค่ 12 ปีสามารถซื้อเครื่องดื่มประเภทนี้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะเรดบูล หรือ เครื่องดื่มเพิ่มพลังงานประเภทนี้สามารถเปลี่ยนระบบหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจของคนเหล่านี้ได้
       
       ในเรื่องนี้ เดอะซันรายงานว่า ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ชวาร์ตซ์ (Peter Schwartz) ผู้อำนวยการประจำศูนย์ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีต้นกำเนิดมาจากพันธุกรรม (the Centre for Cardiac Arrhythmias of Genetic Origin) ประจำสถาบัน the Istituto Auxologico Italiano ในอิตาลี ได้ออกมากล่าวเพิ่มเติมว่า
       
       “เป็นเพราะข้อมูลทางวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรค LQTS ส่วนใหญ่นั้นถูกพบว่า โรคนี้จะเริ่มส่งผลครั้งแรกหลังจากที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นไปแล้วเท่านั้น ซึ่งแสดงเป็นนัยที่บ่งชี้ได้ว่าส่วนใหญ่ของวัยรุ่นที่ป่วยโรค LQTS นี้จะหาซื้อเครื่องดื่มพลังงานโดยไม่รู้ตัวถึงภาวะความเป็นจริงของอาการที่ซ่อนอยู่ภายใน และอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิต
       
       ในตอนท้ายรายงานของเดอะซัน ระบุว่า การศึกษาของศาสตราจารย์นายแพทย์เซมซาเรียนนั้นถูกตีพิมพ์ไว้ในวารสารทางวิชาการโรคหัวใจนานาชาติ (International Journal of Cardiology)
       
       คลิกอ่านข่าวต้นฉบับ : SILENT KILLER Drinking two cans of Red Bull ‘increases risk of sudden death from undiagnosed heart condition by a FIFTH’ 9 พ.ค. 2017

โอ้โหน่าสนใจ! ผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียชี้ “ดื่มเรดบูลวันละ 2 กระป๋อง” เสี่ยงหัวใจล้มเหลวเกือบ 1 ใน 5 ของคนที่ไม่เคยตรวจ
       

โอ้โหน่าสนใจ! ผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียชี้ “ดื่มเรดบูลวันละ 2 กระป๋อง” เสี่ยงหัวใจล้มเหลวเกือบ 1 ใน 5 ของคนที่ไม่เคยตรวจ
ศาสตราจารย์ คริสโตเฟอร์ เซมซาเรียน(Christopher Semsarian) นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจชื่อดังของออสเตรเลียประจำโรงพยาบาล เดอะ รอแยล พรินซ์ อัลเฟรด( The Royal Prince Alfred Hospital) และผู้อำนวยการโครงการการศึกษาโรคหัวใจระดับโมเลกุล (Molecular Cardiology)ประจำสถาบันเซนเทนารี( Centenary Institute) รวมไปถึงยังเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยซิดนีย์
       

       


จำนวนคนโหวต 22 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 19 คน
87 %
ไม่เห็นด้วย 3 คน
13 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017